Sunday, December 23, 2012
Friday, December 21, 2012
สพฐ.ยกเครื่องโรงเรียน Education Hub
นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า สพฐ.เตรียมยกเครื่องโรงเรียนที่ส่งเสริมให้เป็น Education Hub หรือเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาคนี้ ซึ่ง สพฐ.ได้เริ่มคัดเลือกโรงเรียนเข้ารับการพัฒนาเป็น Education Hub ได้ 3 ปีแล้ว มุ่งหวังให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาคและเพื่อรองรับนโยบายเตรียมความพร้อมรับประชาคมอาเซียนปี 2558 ให้กับพลเมืองไทย อย่างไรก็ตามเมื่อดำเนินการมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ถึงเวลาที่ สพฐ.จะเข้าไปติดตามและส่งเสริมให้โรงเรียนพัฒนาการเรียนการสอนให้มีมาตรฐานมากขึ้น
นายชินภัทร กล่าวต่อไปว่า โรงเรียนที่อยู่ในโครงการ Education Hub นั้น แบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนติดต่อประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่ง สพฐ.จะคัดเลือกโรงเรียนที่มีความพร้อมเพียงพอให้เข้าร่วมโครงการ มีทั้งหมด 14 โรงเรียนทั่วประเทศ โรงเรียนกลุ่มนี้จะเปิดสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของ ศธ. แต่เสริมการเรียนภาษาและวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านด้วย ทั้งนี้เพื่อรองรับนักเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน นักเรียนในพื้นที่จะได้มีโอกาสเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านด้วย เผื่อนักเรียนเดินทางไปเรียนต่อหรือทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน
"สพฐ.จะเข้าไปเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการให้โรงเรียนกลุ่มนี้ และให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้เรื่องประเทศเพื่อนบ้านของโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่ ส่วนอีกประเภทของโรงเรียน Education Hub นั้น จะเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ตามเมืองใหญ่เช่น กรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต โดยสพฐ.จะคัดเลือกโรงเรียนที่มีศัยภาพเพียงพอให้เปิดสอนโปรมแกรมนานาชาติ หรือ International Program ซึ่งมีทั้งหมด 8 โรงเรียนตามเมืองใหญ่ ๆ ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม หลังจาก 3 ปีผ่านมา โรงเรียนในกลุ่ม International Program เริ่มพัฒนาไปตามวิถีทางของตัวเอง จนมีความแตกต่าง หลากหลายอย่างมาก สพฐ.จึงตัดสินใจจะเข้าไปคุมเข้มมาตรฐานของ โรงเรียนในกลุ่ม International Program เพื่อให้การเรียนการสอนทุกแห่งอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน" นายชินภัทร กล่าว
นายชินภัทร กล่าวต่อด้วยว่า โรงเรียนในกลุ่ม International Program เกิดขึ้นเพื่อรองรับบุตรหลานของลูกหลานชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย จึงให้โรงเรียนเปิดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในรูปแบบต่างๆ เช่น หลักสูตร Bilingual หลักสูตร English Program หรือบางแห่ง เช่น โรงเรียนโยธินบูรณะ ก็ร่วมกับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ พัฒนาหลักสูตรขึ้นมาผสมผสานระหว่างหลักสูตรนานาชาติกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
อย่างไรก็ตามในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่ละโรงเรียนพัฒนาหลักสูตรไปตามแนวทางของตัวเอง จนมีความแตกต่างหลากหลาย เพราะฉะนั้นเพื่อรักษาสิทธิ์ของผู้เรียน สพฐ.จะมีการกำหนดมาตรฐานในการจัดการศึกษาใน International Program ขึ้น โดยกำหนดให้ชัดเจนว่า การจัดการเรียนการสอนต้องมีความเข้มข้นในด้านต่างๆ ระดับใด พร้อมจะให้มีการประเมินความพร้อมของโรงเรียนที่จะเข้าโปรแกรมนี้ด้วย นอกจากนั้น สพฐ.จะกำหนดให้นักเรียนที่จบจากโปรแกรมนี้ ต้องได้วุฒิการศึกษาของไทยด้วย เพื่อให้นักเรียนสามารถเลือกเรียนต่อในประเทศได้โดยไม่เสียโอกาส
ที่มา สยามรัฐ
นายชินภัทร กล่าวต่อไปว่า โรงเรียนที่อยู่ในโครงการ Education Hub นั้น แบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนติดต่อประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่ง สพฐ.จะคัดเลือกโรงเรียนที่มีความพร้อมเพียงพอให้เข้าร่วมโครงการ มีทั้งหมด 14 โรงเรียนทั่วประเทศ โรงเรียนกลุ่มนี้จะเปิดสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของ ศธ. แต่เสริมการเรียนภาษาและวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านด้วย ทั้งนี้เพื่อรองรับนักเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน นักเรียนในพื้นที่จะได้มีโอกาสเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านด้วย เผื่อนักเรียนเดินทางไปเรียนต่อหรือทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน
"สพฐ.จะเข้าไปเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการให้โรงเรียนกลุ่มนี้ และให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้เรื่องประเทศเพื่อนบ้านของโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่ ส่วนอีกประเภทของโรงเรียน Education Hub นั้น จะเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ตามเมืองใหญ่เช่น กรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต โดยสพฐ.จะคัดเลือกโรงเรียนที่มีศัยภาพเพียงพอให้เปิดสอนโปรมแกรมนานาชาติ หรือ International Program ซึ่งมีทั้งหมด 8 โรงเรียนตามเมืองใหญ่ ๆ ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม หลังจาก 3 ปีผ่านมา โรงเรียนในกลุ่ม International Program เริ่มพัฒนาไปตามวิถีทางของตัวเอง จนมีความแตกต่าง หลากหลายอย่างมาก สพฐ.จึงตัดสินใจจะเข้าไปคุมเข้มมาตรฐานของ โรงเรียนในกลุ่ม International Program เพื่อให้การเรียนการสอนทุกแห่งอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน" นายชินภัทร กล่าว
นายชินภัทร กล่าวต่อด้วยว่า โรงเรียนในกลุ่ม International Program เกิดขึ้นเพื่อรองรับบุตรหลานของลูกหลานชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย จึงให้โรงเรียนเปิดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในรูปแบบต่างๆ เช่น หลักสูตร Bilingual หลักสูตร English Program หรือบางแห่ง เช่น โรงเรียนโยธินบูรณะ ก็ร่วมกับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ พัฒนาหลักสูตรขึ้นมาผสมผสานระหว่างหลักสูตรนานาชาติกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
อย่างไรก็ตามในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่ละโรงเรียนพัฒนาหลักสูตรไปตามแนวทางของตัวเอง จนมีความแตกต่างหลากหลาย เพราะฉะนั้นเพื่อรักษาสิทธิ์ของผู้เรียน สพฐ.จะมีการกำหนดมาตรฐานในการจัดการศึกษาใน International Program ขึ้น โดยกำหนดให้ชัดเจนว่า การจัดการเรียนการสอนต้องมีความเข้มข้นในด้านต่างๆ ระดับใด พร้อมจะให้มีการประเมินความพร้อมของโรงเรียนที่จะเข้าโปรแกรมนี้ด้วย นอกจากนั้น สพฐ.จะกำหนดให้นักเรียนที่จบจากโปรแกรมนี้ ต้องได้วุฒิการศึกษาของไทยด้วย เพื่อให้นักเรียนสามารถเลือกเรียนต่อในประเทศได้โดยไม่เสียโอกาส
ที่มา สยามรัฐ
สพฐ.นำร่อง 58 โรงเรียนนิติบุคคล ปี 56
นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการโรงเรียนนิติบุคคล ในกำกับของ สพฐ.เพื่อ ชี้แจงทิศทางการบริหารโรงเรียนนิติบุคคล และระดมความคิดเห็นจากผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการบริหารงานโรงเรียนนิติบุคคล โดย สพฐ.ได้คัดเลือกโรงเรียนนำร่อง 58 แห่ง เพื่อดำเนินการในปีการศึกษา 2556 แบ่งเป็น โรงเรียนระดับประถมศึกษา 28 แห่ง และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา 30 แห่ง
ทั้งนี้ โรงเรียนเหล่านี้จะมีระบบบริหารจัดการที่มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยการดำเนินการให้ใช้ประสบการณ์ของโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ จ.กาญจนบุรี เป็นต้นแบบในการบริหารงาน เพื่อให้โรงเรียนมีทรัพยากรในการพัฒนาคุณภาพอย่างเต็มที่ มีความคล่องตัวทั้งงานวิชาการ การบริหารงานบุคคล และงบประมาณ
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้โรงเรียนทั้ง 58 แห่ง จะต้องไปจัดทำธรรมนูญของโรงเรียน (School Charter) เพื่อเป็นพันธะสัญญาว่าโรงเรียนจะมีการบริหารงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างไร บ้าง โดยจะต้องดำเนินการผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้ ปกครอง และชุมชน นอกจากนี้โรงเรียนแต่ละแห่ง จะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี มีตัวชี้วัดนักเรียน ทั้งด้านวิชาการ พฤติกรรม ตัวชี้วัดครู โรงเรียน และเป้าหมายที่ชัดเจนที่วัดความสำเร็จได้ ขณะเดียวกัน สพฐ.ก็จะต้องมาดำเนินการเพื่อให้โรงเรียนมีอิสระอย่างแท้จริง
โดยต้องดำเนินการใน 3 เรื่องใหญ่คือ 1.งบประมาณ ต้องให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยจะนำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับสำนักงบประมาณ เพราะเราต้องแสวงหาแนวทางในการที่จะอุดหนุนโรงเรียนเป็นเงินก้อน เพื่อให้โรงเรียนได้ดำเนินการตามภารกิจให้บรรลุเป้าหมาย และให้โรงเรียนทั้ง 58 แห่ง เป็นหน่วยเบิกตรง เพื่อจะได้ไม่ต้องไปรอเบิกผ่านเขตพื้นที่การศึกษา
2.การบริหารบุคลากร ต้องเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า จะทำอย่างไรให้คณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับ การสรรหา ผอ.โรงเรียน และการคัดเลือกครูผู้สอน และ 3.ด้านวิชาการ เปิดโอกาสให้โรงเรียนเปิดโปรแกรมพิเศษต่างๆ ได้
สำหรับโรงเรียน (รร.) ที่ได้รับการคัดเลือก ประกอบด้วย ระดับประถมศึกษา 28 แห่ง ได้แก่ รร.อนุบาลนครพนม รร.อนุบาลระยอง รร.อนุบาลสามเสน รร.อนุบาลสุรินทร์ รร.ราชวินิต รร.พญาไท รร.อนุบาลนครราชสีมา รร.อนุบาลสมุทรสงคราม รร.อนุบาลชลบุรี รร.พระตำหนักสวนกุหลาบ รร.อนุบาลเชียงราย รร.อนุบาลยะลา รร.อนุบาลพะเยา รร.อนุบาลชุมพร รร.อนุบาลพิษณุโลก รร.อนุบาลพระนครศรีอยุธยา รร.อนุบาลนครปฐม รร.อนุบาลสระบุรี รร.อนุบาลอุบลราชธานี รร.อนุบาลประจวบคีรีขันธ์ รร.อนุบาลระนอง รร.อนุบาลนครสวรรค์ รร.อนุบาลพิบูลเวศม์ รร.พระยาประเสริฐสุนทราศรัย รร.อนุบาลเชียงใหม่ รร.อนุบาลบางมูลนาก "ราษฎร์อุทิศ" รร.อนุบาลกระบี่ และรร.อนุบาลวัดปรินายก
ระดับมัธยมศึกษา 30 แห่ง ได้แก่ รร.สามเสนวิทยาลัย รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รร.สตรีวิทยา รร.บดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) รร.เบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช รร.ศึกษานารี รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รร.นครสวรรค์ รร.หาดใหญ่วิทยาลัย รร.เทพศิรินทร์ รร.สุราษฎร์ธานี รร.หอวัง รร.สตรีสมุทรปราการ รร.เบญจมราชรังสฤษฏ์ รร.เฉลิมขวัญสตรี รร.โยธินบูรณะ รร.สวนกุหลาบวิทยาลัยนนทบุรี รร.ระยองวิทยาคม รร.บุญวาทย์วิทยาลัย รร.สตรีวัดมหาพฤฒาราม รร.ภูเก็ตวิทยาลัย รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต รร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า รร.ชลกันยานุกูล รร.สุรนารีวิทยา รร.มัธยมวัดนายโรง รร.ยุพราชวิทยาลัย รร.เบ็ญจะมะมหาราช รร.ศรียานุสรณ์ และรร.เตรียมอุดมศึกษา
ที่มา : สยามรัฐ
ทั้งนี้ โรงเรียนเหล่านี้จะมีระบบบริหารจัดการที่มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยการดำเนินการให้ใช้ประสบการณ์ของโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ จ.กาญจนบุรี เป็นต้นแบบในการบริหารงาน เพื่อให้โรงเรียนมีทรัพยากรในการพัฒนาคุณภาพอย่างเต็มที่ มีความคล่องตัวทั้งงานวิชาการ การบริหารงานบุคคล และงบประมาณ
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้โรงเรียนทั้ง 58 แห่ง จะต้องไปจัดทำธรรมนูญของโรงเรียน (School Charter) เพื่อเป็นพันธะสัญญาว่าโรงเรียนจะมีการบริหารงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างไร บ้าง โดยจะต้องดำเนินการผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้ ปกครอง และชุมชน นอกจากนี้โรงเรียนแต่ละแห่ง จะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี มีตัวชี้วัดนักเรียน ทั้งด้านวิชาการ พฤติกรรม ตัวชี้วัดครู โรงเรียน และเป้าหมายที่ชัดเจนที่วัดความสำเร็จได้ ขณะเดียวกัน สพฐ.ก็จะต้องมาดำเนินการเพื่อให้โรงเรียนมีอิสระอย่างแท้จริง
โดยต้องดำเนินการใน 3 เรื่องใหญ่คือ 1.งบประมาณ ต้องให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยจะนำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับสำนักงบประมาณ เพราะเราต้องแสวงหาแนวทางในการที่จะอุดหนุนโรงเรียนเป็นเงินก้อน เพื่อให้โรงเรียนได้ดำเนินการตามภารกิจให้บรรลุเป้าหมาย และให้โรงเรียนทั้ง 58 แห่ง เป็นหน่วยเบิกตรง เพื่อจะได้ไม่ต้องไปรอเบิกผ่านเขตพื้นที่การศึกษา
2.การบริหารบุคลากร ต้องเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า จะทำอย่างไรให้คณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับ การสรรหา ผอ.โรงเรียน และการคัดเลือกครูผู้สอน และ 3.ด้านวิชาการ เปิดโอกาสให้โรงเรียนเปิดโปรแกรมพิเศษต่างๆ ได้
สำหรับโรงเรียน (รร.) ที่ได้รับการคัดเลือก ประกอบด้วย ระดับประถมศึกษา 28 แห่ง ได้แก่ รร.อนุบาลนครพนม รร.อนุบาลระยอง รร.อนุบาลสามเสน รร.อนุบาลสุรินทร์ รร.ราชวินิต รร.พญาไท รร.อนุบาลนครราชสีมา รร.อนุบาลสมุทรสงคราม รร.อนุบาลชลบุรี รร.พระตำหนักสวนกุหลาบ รร.อนุบาลเชียงราย รร.อนุบาลยะลา รร.อนุบาลพะเยา รร.อนุบาลชุมพร รร.อนุบาลพิษณุโลก รร.อนุบาลพระนครศรีอยุธยา รร.อนุบาลนครปฐม รร.อนุบาลสระบุรี รร.อนุบาลอุบลราชธานี รร.อนุบาลประจวบคีรีขันธ์ รร.อนุบาลระนอง รร.อนุบาลนครสวรรค์ รร.อนุบาลพิบูลเวศม์ รร.พระยาประเสริฐสุนทราศรัย รร.อนุบาลเชียงใหม่ รร.อนุบาลบางมูลนาก "ราษฎร์อุทิศ" รร.อนุบาลกระบี่ และรร.อนุบาลวัดปรินายก
ระดับมัธยมศึกษา 30 แห่ง ได้แก่ รร.สามเสนวิทยาลัย รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รร.สตรีวิทยา รร.บดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) รร.เบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช รร.ศึกษานารี รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รร.นครสวรรค์ รร.หาดใหญ่วิทยาลัย รร.เทพศิรินทร์ รร.สุราษฎร์ธานี รร.หอวัง รร.สตรีสมุทรปราการ รร.เบญจมราชรังสฤษฏ์ รร.เฉลิมขวัญสตรี รร.โยธินบูรณะ รร.สวนกุหลาบวิทยาลัยนนทบุรี รร.ระยองวิทยาคม รร.บุญวาทย์วิทยาลัย รร.สตรีวัดมหาพฤฒาราม รร.ภูเก็ตวิทยาลัย รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต รร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า รร.ชลกันยานุกูล รร.สุรนารีวิทยา รร.มัธยมวัดนายโรง รร.ยุพราชวิทยาลัย รร.เบ็ญจะมะมหาราช รร.ศรียานุสรณ์ และรร.เตรียมอุดมศึกษา
ที่มา : สยามรัฐ
ครูเฮอีกแล้ว กม.เงินเดือนทะลุแท่งคลอดแล้ว
ก.ค.ศ. ได้กฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนขั้นสูงหรือขั้นต่ำกว่า หรือสูงกว่าของอันดับ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.2555 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจนุเบกษา เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555 (คือวันนี้) ลงนามโดย นายพงศ์เทพ เทพกาจณา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธาน ก.ค.ศ.
ดาวน์โหลดฉบับเต็มที่นี้
ดาวน์โหลดฉบับเต็มที่นี้
Monday, December 10, 2012
โอกาส ครูสอนศาสนาใน 3 จังหวัด จะได้ ป.บัญฑิต
สพฐ.อาจจะให้ครูสอนศาสนา 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้ ป.บัณฑิตไปเลย
หากมีการสอนแบบเข้ม
หรืออาจขยายโรงเรียนสอนศาสนาที่สอนแบบเข้มเพิ่มขึ้น
นายชินภัทร
ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)
เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า เมื่อเร็วๆ
นี้มีตัวแทนครูและผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.)
เขต 15 หรือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา
ได้เดินทางมาหารือและยื่นข้อเสนอการจัดการศึกษาในพื้นที่ 3
จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งทาง สพม.15 มีข้อเสนอแนะ 2 เรื่อง ได้แก่
- เสนอให้ส่วนกลางจัดทุนการศึกษาสำหรับครูอิสลามศึกษา ที่จัดการเรียนการสอนในโรงเรียนสอนศาสนาของรัฐแบบเข้ม 350 แห่ง ให้ได้รับประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) วิชาชีพครู เพื่อไปขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หลังที่ผ่านมาครูอิสลามศึกษามีข้อจำกัดเรื่องการสอบเป็นพนักงานราชการ และมีสถานะเพียงครูอัตราจ้างรายเดือน ครูวิทยากรรายชั่วโมงเลขาธิการ กพฐ.กล่าวอีกว่า และ
- อยากให้ส่วนกลางพิจารณาขยายจำนวนโรงเรียนสอนศาสนาของรัฐแบบเข้ม เนื่องจากที่ผ่านมาโรงเรียนนี้ได้จัดหลักสูตรอิสลามศึกษาได้ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ จนได้รับการตอบรับจากคนในพื้นที่เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม สพฐ.จะรับข้อเสนอเหล่านี้มาพิจารณา พร้อมหาแนวทางสนับสนุนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมต่อไป.
Friday, December 7, 2012
10 นโยบาย ของ รมต.พงศ์เทพ เทพกาญจนา
นายพงศ์เพท เทพกาญจนา ประกาศ 10 นโยบาย กระทรวงศึกษาธิการ ที่จะขับเคลื่อน
- เร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาและคุณภาพผู้ศึกษา โดยมีประเด็นย่อย ดังนี้
- การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ ปรับปรุงเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษ การอ่านภาษาไทย รวมทั้งสร้างจิตสำนึกและค่านิยมที่ถูกต้องให้แก่เด็ก
- การผลิตคนให้ตรงกับความต้องการทั้งภายในประเทศและระดับสากล นายกรัฐมนตรีเน้นให้ ศธ.ผลิตคนให้เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่วนของอาชีวศึกษาเน้นทั้งด้านคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมยานยนต์
- การปลูกฝังคุณธรรมและจิตสำนึกประชาธิปไตย ควรฝึกอย่างต่อเนื่อง
- การพัฒนาคุณภาพครู อาจารย์ โดยเฉพาะด้านที่ขาดแคลน
- การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้เป็นประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพการศึกษา
- สร้างโอกาสทางการศึกษา ให้ครอบคลุมผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการทุพลภาพ อย่างทั่วถึง
- การศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต
4. การแก้ไขปัญหายาเสพติด
5. แท็บเล็ต
6. การวิจัย ให้ดูงานวิจัยที่ทำแล้วมาปรับใช้เป็นประโยชน์ประยุกต์ใช้ได้ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิด ภาคธุรกิจ สอง เวลาที่จะวิจัยอะไร หากได้มีการทำงานร่วมกับคนที่จะใช้ผลงานวิจัย เช่น ภาคธุรกิจ หากวิจัยแล้วภาคธุรกิจได้ประโยชน์ หมายความว่าแทนที่รัฐจะต้องเสียงบอุดหนุนงานวิจัยเอง 100 % ธุรกิจอาจจระรับทั้ง 100 % หรืออาจจะมีส่วนร่วมก็ได้
7. กองทุนตั้งตัวได้
8. การผลักดันการปฏิรูปการเมือง
9. งบประมาณ คือ งบลงทุนโดยขอให้เร่งดำเนินการให้มีการเบิกจ่าย โครงการเดียวกันให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ ให้เงินลงไปในระบบเศรษฐกิจ
10. ยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
Thursday, December 6, 2012
แผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ ปี 2555 - 2558 ของกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินการภายในปี 2555 - 2558 เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน ดังนี
- การให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยรณรงค์ให้ประชากรทุกคนอ่านออกเขียนได้ ลดอัตราการไม่รู้หนังสือ เปิดโอกาสอย่างเท่าเทียม ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 4 ในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีอัตราประชากรรู้หนังสือร้อยละ 93.5 และมีเพียงร้อยละ 6.5 ของประชากรในวัยเรียนที่ไม่รู้หนังสือ โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนทางไกล การศึกษานอกระบบ การเรียนจากศูนย์การเรียนชุมชน (Community Learning Centres - CLCs) ทั้งนี้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากกลุ่มประเทศอาเซียนว่าเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งในการส่งเสริมการพัฒนาระบบการเรียนการสอนผ่าน CLCs รวมทั้งมีความเชื่อมโยงกับศูนย์การเรียนชุมชนในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นด้วย นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำหลักสูตรมาตรฐานอาเซียน (ASEAN Curriculum) สำหรับช่วงชั้นที่ 1 (ป.1 - ป.6) ช่วงชั้นที่ 2 (ม.1 - ม.3) และช่วงชั้นที่ 3 (ม.4 - ม.6) โดยกำหนดใน 7 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พลศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศ จริยศึกษา ศิลปะ และอัตลักษณ์ของแต่ละประเทศในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาค เพื่อจัดทำรายละเอียดหลักสูตรอาเซียนในเดือนกันยายน 2556
- การลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยส่งเสริมการสอนภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาราชการของอาเซียน การพัฒนาครูซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งประเทศไทยมีเครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาครูกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และจัดการสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาให้เอื้อต่อการเรียนการสอน
- การส่งเสริมการจ้างงานที่เหมาะสม โดยเร่งรัดพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับอาชีวศึกษาเพื่อรองรับการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมภายในประเทศ พัฒนากรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ระบบคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อเป็นกลไกและเครื่องมือในการพัฒนากำลังคนที่ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน และสร้างความเป็นหุ้นส่วนในการจัดการศึกษาระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และสถาบันเฉพาะทาง
- การส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยส่งเสริมการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ในสาระวิชาและระดับชั้นต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบ on-line และ/หรือ off-line กำหนดสมรรถนะผู้เรียนในด้าน ICT ในแต่ละระดับการศึกษา พัฒนายกระดับสถาบันการศึกษาให้มีความสามารถเฉพาะทางด้าน ICT เพื่อผลิตบุคลากรด้าน ICT ให้มีทักษะความเชี่ยวชาญสูง สร้างแรงจูงใจเพื่อเพิ่มศักยภาพแรงงานในการเข้าฝึกอบรม และสอบมาตรฐานวิชาชีพด้าน ICT ที่มีการกำหนดไว้ในระดับสากล พร้อมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
- การอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงประยุกต์ โดยส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ นักวิทยาศาสตร์ และบุคลากรทางด้านวิชาชีพทางด้านการวิจัยที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมทั้งสร้างเครือข่ายการวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา
Subscribe to:
Posts (Atom)
