Friday, January 27, 2017

เลขาธิการสมาพันธ์ ฯ ชง นายก ใช้ ม.44 ยุบ สพฐ.


นายเพชรมงคล วัสสุรรณ เลขาธิการสมาพันธ์การศึกษาทางเลือกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากข้อเสนอของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเสนอการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้เน้นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและสถานศึกษา โดยคงสำนักงานปลัด ศธ.สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แต่ให้ยุบ สพฐ. และตั้ง 4 กรม 1.กรมประถมศึกษา 2.กรมมัธยมศึกษา 3.กรมวิชาการ 4.กรมการศึกษาพิเศษนั้น สมาพันธ์การศึกษาทางเลือกแห่งประเทศไทยเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เพื่อให้การทำงานมีความชัดเจน และการตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆมีความคล่องตัว อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาล จึงอยากเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานเพิ่มเพื่อรองรับภาระงานพร้อมทั้งแก้ปัญหาเด็กหลุดระบบ ได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน คือ 1.กรมการศึกษาทางไกล 2.สำนักการศึกษาทางเลือก เพื่อตอบโจทย์ประชาชน ทั้งเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้เข้าถึงการศึกษาได้ตลอดชีวิต ส่วนข้อเสนอของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เสนอแยกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดตั้งเป็นกระทรวงการอุดมศึกษานั้น นายเพชรมงคล กล่าวว่า เห็นด้วยกับ ทปอ. ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีของการปฏิรูปการศึกษาที่จะหลุดพ้นจากปัญหาซ้ำซาก และเป็นการล้างอำนาจเก่า จึงขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้ ม.44 จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา พร้อมทั้งยุบสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งก่อนที่โรดแมปการทำงานของรัฐบาลนี้จะหมดลงควรเร่งทำให้เสร็จเพื่อยกระดับการศึกษา. ขอบคุณที่มาจาก ไทยรัฐ วันที่ 26 ม.ค. 2560 เวลา 06:30น.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/81110
นายเพชรมงคล วัสสุรรณ เลขาธิการสมาพันธ์การศึกษาทางเลือกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากข้อเสนอของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเสนอการปรับโครงสร้างกระทรวงศ

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843976
นายเพชรมงคล วัสสุรรณ เลขาธิการสมาพันธ์การศึกษาทางเลือกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากข้อเสนอของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเสนอการปรับโครงสร้างกระทรวงศ

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843976

Monday, January 23, 2017

ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อมุ่งเน้นคุณภาพ

ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน ตามที่ได้มีการเผยแพร่ทางสื่อมวลชนว่าในการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติในหลักการตามแนวทาง (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้มีระบบการคัดเลือกทั้งในการสอบข้อเขียนและการประเมินที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องการประเมินศักยภาพในการทำงาน ประวัติ ประสบการณ์การบริหาร และการประเมินผลงาน อีกทั้งเมื่อได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้ว ต้องเข้ารับการประเมินการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่การศึกษา เป็นเวลา 1 ปี เช่นเดียวกับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาในครั้งที่ผ่านมา  และมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการตามหลักการนี้ พร้อมปฏิทินดำเนินการมานำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป นั้น   จากมติ ก.ค.ศ. ดังกล่าว สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการปรับระบบตำแหน่งและวิทยฐานะ และหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลอื่นๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ในวันที่ 21 – 22 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อจัดทำรายละเอียดของหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อนำเสนอ ก.ค.ศ. ในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมทั้งเตรียมการรองรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกันด้วย
          นอกจากนี้ ในด้านการบริหารงานบุคคลของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ยังได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2)  ตำแหน่งประเภทอำนวยการและหลักเกณฑ์การประเมิน
ค่างานสำหรับตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง เมื่อวันที่ 19 – 21 มกราคม 2560 ที่ผ่านมาเช่นกัน
จากการดำเนินงานทั้ง 2 กิจกรรมนี้ ถือเป็นการเดินหน้าในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกด้านไปพร้อม ๆ กัน ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และคาดว่าจะได้เห็นมิติใหม่ของการปฏิรูประบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป

พินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์
เลขาธิการ ก.ค.ศ.
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน ตามที่ได้มีการเผยแพร่ทางสื่อมวลชนว่าในการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติในหลักการตามแนวทาง (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้มีระบบการคัดเลือกทั้งในการสอบข้อเขียนและการประเมินที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องการประเมินศักยภาพในการทำงาน ประวัติ ประสบการณ์การบริหาร และการประเมินผลงาน อีกทั้งเมื่อได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้ว ต้องเข้ารับการประเมินการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่การศึกษา เป็นเวลา 1 ปี เช่นเดียวกับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาในครั้งที่ผ่านมา และมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการตามหลักการนี้ พร้อมปฏิทินดำเนินการมานำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป นั้น จากมติ ก.ค.ศ. ดังกล่าว สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการปรับระบบตำแหน่งและวิทยฐานะ และหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลอื่นๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ในวันที่ 21 – 22 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อจัดทำรายละเอียดของหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อนำเสนอ ก.ค.ศ. ในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมทั้งเตรียมการรองรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกันด้วย นอกจากนี้ ในด้านการบริหารงานบุคคลของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ยังได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ตำแหน่งประเภทอำนวยการและหลักเกณฑ์การประเมินค่างานสำหรับตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง เมื่อวันที่ 19 – 21 มกราคม 2560 ที่ผ่านมาเช่นกัน จากการดำเนินงานทั้ง 2 กิจกรรมนี้ ถือเป็นการเดินหน้าในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกด้านไปพร้อม ๆ กัน ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และคาดว่าจะได้เห็นมิติใหม่ของการปฏิรูประบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป พินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/81085
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน ตามที่ได้มีการเผยแพร่ทางสื่อมวลชนว่าในการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติในหลักการตามแนวทาง (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้มีระบบการคัดเลือกทั้งในการสอบข้อเขียนและการประเมินที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องการประเมินศักยภาพในการทำงาน ประวัติ ประสบการณ์การบริหาร และการประเมินผลงาน อีกทั้งเมื่อได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้ว ต้องเข้ารับการประเมินการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่การศึกษา เป็นเวลา 1 ปี เช่นเดียวกับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาในครั้งที่ผ่านมา และมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการตามหลักการนี้ พร้อมปฏิทินดำเนินการมานำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป นั้น จากมติ ก.ค.ศ. ดังกล่าว สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการปรับระบบตำแหน่งและวิทยฐานะ และหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลอื่นๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ในวันที่ 21 – 22 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อจัดทำรายละเอียดของหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อนำเสนอ ก.ค.ศ. ในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมทั้งเตรียมการรองรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกันด้วย นอกจากนี้ ในด้านการบริหารงานบุคคลของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ยังได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ตำแหน่งประเภทอำนวยการและหลักเกณฑ์การประเมินค่างานสำหรับตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง เมื่อวันที่ 19 – 21 มกราคม 2560 ที่ผ่านมาเช่นกัน จากการดำเนินงานทั้ง 2 กิจกรรมนี้ ถือเป็นการเดินหน้าในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกด้านไปพร้อม ๆ กัน ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และคาดว่าจะได้เห็นมิติใหม่ของการปฏิรูประบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป พินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/81085
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน ตามที่ได้มีการเผยแพร่ทางสื่อมวลชนว่าในการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติในหลักการตามแนวทาง (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้มีระบบการคัดเลือกทั้งในการสอบข้อเขียนและการประเมินที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องการประเมินศักยภาพในการทำงาน ประวัติ ประสบการณ์การบริหาร และการประเมินผลงาน อีกทั้งเมื่อได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้ว ต้องเข้ารับการประเมินการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่การศึกษา เป็นเวลา 1 ปี เช่นเดียวกับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาในครั้งที่ผ่านมา และมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการตามหลักการนี้ พร้อมปฏิทินดำเนินการมานำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป นั้น จากมติ ก.ค.ศ. ดังกล่าว สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการปรับระบบตำแหน่งและวิทยฐานะ และหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลอื่นๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ในวันที่ 21 – 22 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อจัดทำรายละเอียดของหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อนำเสนอ ก.ค.ศ. ในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมทั้งเตรียมการรองรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกันด้วย นอกจากนี้ ในด้านการบริหารงานบุคคลของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ยังได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ตำแหน่งประเภทอำนวยการและหลักเกณฑ์การประเมินค่างานสำหรับตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง เมื่อวันที่ 19 – 21 มกราคม 2560 ที่ผ่านมาเช่นกัน จากการดำเนินงานทั้ง 2 กิจกรรมนี้ ถือเป็นการเดินหน้าในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกด้านไปพร้อม ๆ กัน ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และคาดว่าจะได้เห็นมิติใหม่ของการปฏิรูประบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป พินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/81085
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน ตามที่ได้มีการเผยแพร่ทางสื่อมวลชนว่าในการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติในหลักการตามแนวทาง (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้มีระบบการคัดเลือกทั้งในการสอบข้อเขียนและการประเมินที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องการประเมินศักยภาพในการทำงาน ประวัติ ประสบการณ์การบริหาร และการประเมินผลงาน อีกทั้งเมื่อได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้ว ต้องเข้ารับการประเมินการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่การศึกษา เป็นเวลา 1 ปี เช่นเดียวกับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาในครั้งที่ผ่านมา และมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการตามหลักการนี้ พร้อมปฏิทินดำเนินการมานำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป นั้น จากมติ ก.ค.ศ. ดังกล่าว สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการปรับระบบตำแหน่งและวิทยฐานะ และหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลอื่นๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ในวันที่ 21 – 22 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อจัดทำรายละเอียดของหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อนำเสนอ ก.ค.ศ. ในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมทั้งเตรียมการรองรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกันด้วย นอกจากนี้ ในด้านการบริหารงานบุคคลของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ยังได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ตำแหน่งประเภทอำนวยการและหลักเกณฑ์การประเมินค่างานสำหรับตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง เมื่อวันที่ 19 – 21 มกราคม 2560 ที่ผ่านมาเช่นกัน จากการดำเนินงานทั้ง 2 กิจกรรมนี้ ถือเป็นการเดินหน้าในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกด้านไปพร้อม ๆ กัน ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และคาดว่าจะได้เห็นมิติใหม่ของการปฏิรูประบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป พินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/81085

สพฐ. รุกประชาสัมพันธ์และสื่อสารโครงการอาหารกลางวันนักเรียน

สำนักงานกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รุกทำแผนการประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ระดมความคิด สร้างความตระหนักให้สังคมรับทราบถึงการดำเนินโครงการกองทุนอาหารกลางวันเพื่อนักเรียน
นายพะโยม ชิณวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า การประชาสัมพันธ์และการสื่อสารองค์กรในโลกปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง การทำงานของหน่วยงานที่มีการประชาสัมพันธ์ต่างกัน ผลสำเร็จในการสร้างความรับรู้ให้กับบุคลากรและสาธารณชนย่อมต่างกัน ความร่วมมือในการทำงาน การส่งเสริมสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ ดังนั้นการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารองค์กร จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการบริหารงานของกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา ที่จะสามารถสื่อให้สาธารณชนรับรู้ว่าถึงแม้ความเจริญจะกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย และพบว่า โครงการอาหารกลางวัน สามารถแก้ปัญหาเด็กได้จริงๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงมีความเป็นห่วงความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้สืบสานปณิธานการดำเนินงานในเรื่องของอาหารกลางวัน ด้วยการให้เด็กมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์ แข็งแรง โดยการบริโภคอาหารที่ได้จากการเกษตรในโรงเรียน อีกทั้งมีความรู้ทางการเกษตรด้วยการเข้าร่วมจัดทำการเกษตร และทรงหาแนวทางที่จะช่วยพัฒนาชุมชนโดยให้โรงเรียนเป็นส่วนนำในการพัฒนาและการถ่ายทอดความรู้จากเด็กไปยังชุมชน
การจัดทำโครงการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กรอย่างสร้างสรรค์ ในครั้งนี้ มีนักประชาสัมพันธ์เขตพื้นที่การศึกษา มาร่วมระดมความคิดและจัดทำแผนการประชาสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบ ตามบทบาทและภารกิจ 5 กลุ่ม คือ กลุ่มจัดทำเกณฑ์การประกวดหนังสั้นกิจกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับประเทศ กลุ่มจัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและกิจกรรมดีเด่นของกองทุนฯ กลุ่มจัดทำเกณฑ์การประกวดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานกิจกรรมโครงการอาหารกลางวันดีเด่น กลุ่มจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมโครงการอาหารกลางวันผ่านสื่อ online และ กลุ่มจัดทำแผนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่ออื่นๆ ของกองทุนฯ ตลอดปี 2560
ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันเป็นไปอย่างยั่งยืน เพราะโครงการอาหารกลางวันไม่ได้ทำเพื่อเป็นอาหารกลางวันอย่างเดียว แต่ทำเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ซึ่งสังคมส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้รับรู้ในเรื่องของการดำเนินกองทุนอาหารกลางวัน ได้เกิดความตระหนัก ร่วมขับเคลื่อน และสร้างความเข้าใจให้สังคมได้รับรู้ ให้เห็นถึงประโยชน์ของโครงการฯ เกิดแนวคิดในการช่วยกันขับเคลื่อนกองทุนอาหารกลางวันต่อไป.
..............................................................................
ทีมข่าวเฉพาะกิจโครงการอาหารกลางวัน สพฐ.

ความคืบหน้าโรงเรียน ICU

นายการุณ สกุลประดิษฐ์  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาโรงเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการยกระดับโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือและพัฒนาเป็นพิเศษอย่างเร่งด่วน หรือไอซียู ว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แจ้งให้โรงเรียนที่ไม่ใช่โครงการในโรงเรียนประชารัฐ ประเมินสถานภาพปัจจุบันว่าต้องการความช่วยเหลือและพัฒนาเป็นพิเศษอย่างเรงด่วนหรือไม่นั้น พบว่ามีโรงเรียนเสนอชื่อเข้าร่วมโครงการไอซียู 4,518 โรงจาก 30,717 โรง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 4,206 โรงเรียน คิดเป็น 93.06% และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 312 โรงเรียน คิดเป็น 6.91% แยกเป็นโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ชายขอบ 610 โรง สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 368 โรง ที่เหลือเป็นโรงเรียนในพื้นที่ทั่วไป 3,540 โรง ทั้งนี้เมื่อจำแนกตามสภาพปัญหาพบว่าเป็นโรงเรียนที่มีปัญหาด้านคุณภาพ 679 โรงงบประมาณ,อาคารสถานที่,วัสดุอุปกรณ์ 2,490 โรง ด้านบุคลากร 1,040 โรง ด้านการบริหารจัดการ 103โรง ด้านโอกาสทางการศึกษา 155  โรง ยาเสพติด,มลพิษ 165 โรง และอื่น ๆ 57 โรง
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า ขณะนี้คณะกรรมการจัดระบบข้อมูลและคัดกรองโรงเรียนไอซียู กำลังวิเคราะห์ข้อมูลของโรงเรียนแต่ละแห่งว่าเป็นโรงเรียนที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องได้รับการแก้ไขหรือไม่ จากนั้นจะเรียงลำดับความสำคัญในการเข้าร่วมโครงการฯ อย่างไรก็ตามหากคณะกรรมการฯเห็นว่ามีโรงเรียนที่ไม่ได้เสนอชื่อมา แต่อยู่ในข่ายที่สมควรได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนก็สามารรถเสนอรายชื่อเพิ่มเติมได้ รวมทั้งโรงเรียนในพื้นที่ 12 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมก็จะนำมาพิจารณาด้วย ทั้งนี้คณะกรรมการฯน่าจะเสนอรายชื่อมาให้ตนพิจารณาภายในสัปดาห์นี้ จากนั้นตนจะนำข้อมูลเสนอ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะทำงานแก้ไขปัญหาโรงเรียนไอซียูพิจารณาอีกครั้ง ก่อนสรุปเสนอ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการเพื่อพิจารณาเห็นชอบและจัดสรรงบฯต่อไป สำหรับงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาโรงเรียนไอซียูในครั้งนี้ สพฐ.ได้เตรียมกันงบประมาณไว้แล้ว ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท หากไม่เพียงพอก็อาจจะต้องเสนองบกลางต่อไป.