Friday, July 29, 2016

ขีดเส้นปี60 ใช้เกณฑ์ใหม่เฟ้นผอ.โรงเรียน

“บิ๊กหนุ่ย” ขีดเส้นปี60 ใช้เกณฑ์ใหม่ เฟ้นผอ.โรงเรียน สอบผ่านต้องอบรม 2 เดือน หากตกประเมิน ดึงสำรองเสียบแทน ส่วนปี59 ยังใช้เกณฑ์เดิม ให้สพฐ.สอบภาคก ส่วนภาคข มอบกศจ. ดำเนินการ...

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 59 พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ  เปิดเผยภายหลังการประชุม ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเข้าสู่ตำแหน่งของรองผู้อำนวยการ(ผอ.)สถานศึกษา และผอ.สถานศึกษา ว่า  ตามที่ตนได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ไปปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)นั้น นายพินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์ เลขาธิการก.ค.ศ. ได้เสนอร่างหลักเกณฑ์การคัดเลือกใหม่มาให้พิจารณา แต่ตนได้ให้ไปปรับในรายละเอียด และกลับมาเสนออีกครั้ง เพื่อให้ผู้บริหารองค์กรหลักของศธ. รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้ร่วมพิจารณาด้วย ส่วนผู้บริหารจะต้องไล่ประสบการณ์บริหารตั้งโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาด ใหญ่หรือไม่นั้น ยังไม่ฟันธง
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า  หลักเกณฑ์ใหม่ที่จะใช้ในปี 2560 จะทำให้คัดเลือก ผู้ที่มีความเหมาะสม ทั้งวัยวุฒิ  คุณวุฒิและประสบการณ์  มาเป็นผู้อำนวยการสถานศึกษา คุณสมบัติเบื้องต้น ต้องผ่านการเป็นครู และผู้บริหารการศึกษามาไม่น้อยกว่า 8- 10 ปี  หากสอบข้อเขียนผ่าน จะมีการประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกตามลำดับที่ และประกาศมากกว่าตำแหน่งที่ว่าง 10% เพื่อให้มีลำดับสำรอง  ทั้งนี้ผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งหมดต้องเข้ารับการอบรม เป็นเวลา 2 เดือน และหลังการอบรมจะมีการประเมินผลอีกครั้ง หากใครไม่ผ่านการประเมิน ก็จะเลือนผู้ที่ถูกขึ้นบัญชีในลำดับสำรองขึ้นมาแทนที โดย  จะมีระยะเวลาการขึ้นบัญชี 2 ปี

“สำหรับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อทดแทนตำแหน่งว่างจากการเกษียณอายุราชการ ในปี 2559 ซึ่งจะมีผอ.สถานศึกษาเกษียณฯ 2,038 คน และรองผอ.สถานศึกษาเกษียณฯ 506 คน นั้นจะใช้หลักเกณฑ์เดิมไปก่อน โดยให้สพฐ. เป็นผู้ออกข้อสอบและจัดสอบภาค ก ซึ่งความรู้ที่จะใช้สอบ ไม่วัดความรู้ทางวิชาการอย่างเดียว แต่จะใช้คำถามที่ทำให้คัดเลือกได้ผู้อำนวยการโรงเรียนได้ดีขึ้น  ส่วน สอบภาค ข ความเหมาะสมกับตำแหน่ง ให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นผู้ออกข้อสอบและจัดสอบเอง และยังคงมีการจัดลำดับที่ คนที่ได้คะแนนมาก จะมีสิทธิ์เลือกสถานศึกษาก่อน ตามจังหวัดที่สอบ “พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าว  ...

อ่านต่อที่ :  เดลินิวส์ 28 ก.ค. 59

Thursday, July 28, 2016

"ดาว์พงษ์"วางโรดแมปแก้การศึกษา6ด้าน

"ดา ว์พงษ์" เผยวางโรดแมปแก้ปัญหาการศึกษาในยุทธศาสตร์ 6 ด้าน สลายปัญหาครูให้ได้ภายใน 5 ปี เด็กต้องคิด วิเคราะห์ และพูดภาษาอังกฤษได้ภายใน 3 ปี วัดผลจังหวัดไหนโอเน็ตคะแนนดีใน 2 ปี ย้ำจัดการปัญหาทุจริตแน่ ไม่มีเกี้ยเซียะ
ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร จัดการประชุม มศว วิชาการ ภายใต้หัวข้อ "การผลิตครูเพื่อนปฏิรูปการเรียนรู้สู่อนาคตการศึกษาไทย" โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า ส่วนตัวตนมองว่าการเป็นครูจะต้องสามารถพูดให้คนเข้าใจง่าย ครูต้องมีเทคนิคที่จะหลอกเด็กให้เชื่อฟัง เข้าใจในสิ่งที่สอน และที่สำคัญคือ ต้องทำให้เด็กรู้สึกสนุกกับสิ่งเหล่านั้นด้วย แน่นอนความทุกสถาบันผลิตครูที่มีความรู้เหมือนกัน แต่ต่างกันที่ทักษะการสอน ซึ่งแน่นอนว่าในเรื่องของการศึกษาของไทยมีปัญหาติดขัดอยู่หลายด้าน โดยตนมีหน้าที่ทำให้สังคมและผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นว่าการศึกษาเรากำลังมี ปัญหา รับรู้และตระหนักถึงปัญหาที่ตรงกัน เพื่อหาทางแก้ไข เปลี่ยนแปลง ซึ่งหากพูดถึงสถานการณ์ครูในปัจจุบัน จากที่ผลการสำรวจพบว่า สัดส่วนจำนวนครูต่อห้องเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในโรงเรียนขนาดเล็กนั้น มีครูอยู่ทั้งหมด 84,941 คนต่อห้องเรียน 120,632 ห้อง ซึ่งส่งผลให้ห้องเรียนอีก 35,691 ไม่มีครูประจำชั้น และสำหรับโรงเรียนขนาดกลางและใหญ่นั้นมีครูทั้งหมด 314,858 คนต่อห้องเรียน 224,067 ห้อง ซึ่งมีครูเกินอยู่ 90,790 คน และยังมีปัญหาเรื่องครูสอนไม่ตรงสาขาด้วย
นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจของที่องค์การต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศที่นำเสนอให้เห็นถึงปัญหาของการศึกษาไทย เช่น ข้อมูลจากยูเนสโก ที่จัดอันดับชั่วโมงเรียนต่อปีของนักเรียนในระดับต่างๆ พบว่า นักเรียนชั้น ป.4 และ 5 ของไทย ใช้ชั่วโมงเรียนเป็นอันดับ 1 ของโลก คือ 1,200 ชั่วโมงต่อปี และยังมีการจัดอันดับความรู้ด้านภาษาอังกฤษที่ไทยอยู่อันดับที่ 5 จาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน เป็นต้น
พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาตนได้วางแนวทางว่า 1.ปัญหาเรื่องครูจะต้องแก้ไขให้ได้ภายใน 5 ปี โดยในระยะสั้นได้มีการจัดการในส่วนของการบริหารบุคคลระดับพื้นที่แล้ว และกำลังจะขับเคลื่อนในส่วนอื่นๆ ตามมา เช่น การประเมินวิทยฐานะ, การเข้าสู่ตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษา, ซ่อมบ้านพักครู, แก้ปัญหาหนี้ครู เป็นต้น ส่วนของระยะยาวจะต้องมีการสำรวจอัตราความต้องการครู และจำนวนครูเกษียณอายุของทุกสังกัดใน ศธ. โดยแยกเป็นแต่ละวิชา ว่าวิชาไหนต้องการมากน้อยเพื่อนำไปสู่การผลิต และต้องมีการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรผลิตครู และตนได้วางแนวทางว่า ในอนาคตการสอบบรรจุครูอาจจะดำเนินการโดยส่วนกลาง รวมไปถึงการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กและทบทวนโรงเรียนขยายโอกาสที่มี จำนวนถึง 7,157 โรง แต่กลับมีโรงเรียนขยายโอกาสที่ตั้งอยู่ใกล้โรงเรียนมัธยมไม่เกิน 6 กิโลเมตรถึง 85 โรง
2.การแก้ปัญหาเรื่องหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ ที่จะต้องทำให้เด็กเรียนท่องจำในสิ่งที่ควรจำและนำสิ่งที่จำไปฝึกคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และนำไปใช้ได้ภายใน 2 ปี โดยตนได้นำผลคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต แต่ละวิชาของทุกจังหวัด นำมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ให้เห็นภาพว่าจังหวัดไหนต้องดูแลมากน้อยอย่างไร อีกทั้งจะนำสะเต็มศึกษา การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เข้ามาเป็นส่วนในการช่วยยกระดับด้วย และต้องยกระดับภาษาอังกฤษให้นักเรียนสามารถใช้เพื่อสื่อสารได้ภายใน 3 ปี โดยการปรับหลักสูตร พัฒนาครู เพิ่มสื่อการเรียนการสอน อีกทั้งจะต้องมีการรื้อระบบการเรียนการสอนวิชาลูกเสือใหม่เพื่อให้เด็กกลับ มาสนใจ และวิชาลูกเสือก็ถือเป็นวิชาที่สร้างให้เด็กมีวินัย จริยธรรม คุณธรรม
พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าวอีกว่า 3.การแก้ปัญหาไอซีทีจะต้องเสร็จสิ้นภายใน 2560 องค์กรหลักของ ศธ.ต้องบูรณาการระบบสารสนเทศให้เชื่อมฐานข้อมูลและแชร์กันได้ รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลกลางร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ด้วย 4.การแก้ปัญหาการทดสอบ การประเมิน การประกันคุณภาพและการพัฒนามาตรฐานการศึกษา จะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 คือต้องปรับระบบการสอบวัดมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับและสะท้อนถึงคุณภาพ 5.การแก้ปัญหาเรื่องผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศภายใน 10 ปี ซึ่งจะมีโครงการสนับสนุนอย่าง ทวิภาคี ทวิศึกษาและประชารัฐ และ 6.การแก้ปัญหาการบริหารจัดการทั้งหน่วยงานภายในและภายนอก ศธ.ที่จะต้องประสานกัน เช่น เรื่องปัญหาเด็กไม่เข้าสู่ระบบการศึกษาและเด็กตกหล่น ที่ทุกหน่วยงานต้องบริการจัดการข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อให้ทราบถึงจำนวน ของเด็กที่แท้จริง และนำไปดำเนินการแก้ไขปัญหา เป็นต้น ซึ่งการจัดทำระบบเพื่อบูรณาปัญหาเด็กออกกลางคัน ตกหล่น จะต้องเสร็จภายใน 6 เดือน
"ผมเป็นคนที่เวลาจะทำอะไรต้องทะลุปัญหานั้นให้ได้ เข้าถึงให้ละเอียดลึกซึ้ง เพื่อที่จะก้าวไปสู่การแก้ปัญหานั้นๆ อย่างตรงจุด เช่น การใช้กฎหมายพิเศษในการแก้ปัญหาธรรมาภิบาลในสถานศึกษา ที่เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 39 นั้น ก็ต้องทำให้สังคมมองเห็นถึงปัญหาจริงๆ เพราะการทำอะไรกับมหาวิทยาลัยไม่สามารถทำได้ทันที เป็นต้น และเรื่องการแก้ปัญหาทุจริตของ ศธ. ผมทำแน่นอน ไม่มีเกี้ยเซียะ ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก ใช้กฎหมายเป็นหลัก เพราะผมไม่มีนอกมีใน ไม่มีฐานเสียงหรือผลประโยชน์ ก็จะต้องเดินหน้าเต็มที่" รมว.ศธ.กล่าว.

ที่มา : ไทยโพสต์

Wednesday, July 27, 2016

คลอดเกณฑ์การสอบครูผู้ช่วย

 "การุณ" แจงหลักเกณฑ์สอบครูผู้ช่วยใหม่คลอดแล้ว กำหนดให้ ก.ศ.จ.เป็นผู้สอบแข่งขัน ยกเลิกการรวมกลุ่มกันในพื้นที่เขตตรวจราชการฯ ให้สถาบันอุดมศึกษาที่เห็นสมควรเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการออกข้อสอบ

วันนี้ (27 ก.ค.) นายการุณ  สกุลประดิษฐ์  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติให้แก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย  ให้สอดคล้องกับ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) และคำสั่งเรื่องการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ให้ยุบเลิกคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา และให้โอนอำนาจหน้าที่ไปเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)นั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ ก.ค.ศ.ได้ส่งหนังสือ ที่ศธ 0206.6 /ว7 เรื่องการแก้ไข หลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขัน ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้สพฐ. ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) และผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศรับทราบแล้ว

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า  สำหรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดให้ กศจ.หรืออ.ก.ค.ศ.สำนักงานบริหารงานการศึกษาพิเศษ เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน อาจมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หรือสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ แล้วแต่กรณี ตั้งกรรมการและเจ้าหน้าที่ดูแลการสอบแข่งขันได้ตามความจำเป็นและความเหมาะสม และให้ยกเลิกการรวมกลุ่มกันในพื้นที่เขตตรวจราชการฯ ให้สถาบันอุดมศึกษาที่เห็นสมควรเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการออกข้อสอบ ดังนั้นเพื่อให้การสอบแข่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก.ค.ศ.กำหนด สพฐ.จึงกำหนดการสอบแข่งขัน ตำแหน่งครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1/2559ใหม่ และได้ส่งหนังสือ ที่ศธ.04009/ว2942 แจ้งให้ผู้สำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ดำเนินการต่อไป

นายการุณ กล่าวอีกว่า  สำหรับปฏิทินการสอบครูผู้ช่วย มีดังนี้ ประกาศรับสมัครสอบแข่งขัน ภายในวันที่ 8 สิงหาคม รับสมัครสอบแข่งขัน วันที่ 15-21 สิงหาคม ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบแข่งขัน วันที่ 1 กันยายน  สอบข้อเขียนภาค ก ความรอบรู้ ความสามารถทั่วไป และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม อุดมการณ์ความเป็นครู มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา และมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน วันที่ 17 กันยายน สอบภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 18 กันยายน สอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ วันที่ 19 กันยายน และประกาศผลสอบแข่งขัน วันที่ 29 กันยายน  ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ การสอบแข่งขันครูผู้ช่วย ก.ค.ศ. กำหนด ให้สพฐ. เป็นผู้กำหนดปฏิทินการจัดสอบ และให้กศจ.เป็นผู้จัดสอบจากเดิมที่เป็นอำนาจของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ซึ่งจากนี้กศจ. จะต้องไปดำเนินการจัดสอบตามวันเวลาที่สพฐ.กำหนด โดยจะต้องไปสำรวจอัตราว่าง ที่จะเปิดรับและแจ้งมาให้สพฐ. รับทราบ ก่อนประกาศสอบแข่งขัน... อ่านต่อที่ :ข่าวเดลินิวส์ 27 ก.ค. 59

จัดกลุ่มสาระควรรู้-จำเป็นต้องรู้รองรับเพิ่มชม.สอนอังกฤษป.1-3

สพฐ.เดินหน้าเพิ่มชั่วโมงภาษาอังกฤษ ป.1-3 เป็น 5 ชม.ต่อสัปดาห์ เทอม 2/2559 ในร.ร.2 หมื่นโรงทั่วประเทศ เตรียมจัดกลุ่มสาระที่ควรรู้ และกลุ่มสาระที่จำเป็นต้องรู้

เมื่อ วันที่ 27 ก.ค.นาย การุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินโครงการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยใช้ศูนย์ Boot Camp ที่จังหวัดชลบุรี ในการพัฒนาครูผู้สอนภาษาอังกฤษนำร่อง จำนวน 350 คนซึ่งพบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ดังนั้น จะขยายผลการจัดอบรมครูภาษาอังกฤษไปยังศูนย์ Boot Camp ใน 4 ภูมิภาค ให้ได้จำนวน 50,000 คน ส่วนการเพิ่มจำนวนชั่วโมงสองภาษาอังกฤษในระดับชั้นประถมศึกษา (ป.) ปีที่ 1-3 จาก 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เป็น 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จะดำเนินการในโรงเรียนโครงการประชารัฐ โรงเรียนที่ร่วมโครงการลดเวลาเพิ่มเวลารู้ และโรงเรียนที่มีความพร้อมสมัครใจเข้าร่วม ประมาณ 20,000 โรงทั่วประเทศ
นาย การุณ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การเพิ่มชั่วโมงสอนภาษาอังกฤษจาก 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เป็น 5 ชั่วโมงสัปดาห์นั้น เบื้องต้นกำหนดว่าการเรียนการสอนชั่วโมงที่ 1 จะเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสอน ชั่วโมงที่ 2 เน้นภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ชั่วโมงที่ 3 จัดการเรียนการสอนโดยใช้หนังสือ ชั่วโมงที่ 4 เน้นให้เด็กรู้คำศัพท์อย่างน้อยวันละ 5 คำ และชั่วโมงที่ 5 เป็นชั่วโมงซ่อมเสริมผู้ที่เรียนอ่อนภาษาอังกฤษ  ขณะนี้ สพฐ.กำลังจัดทำคลังคำศัพท์ที่เด็กในชั้นเรียนต่าง ๆ ควรจะรู้ และจะมีการจัดสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนให้เอื้อต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ จะมีการเพิ่มชั่วโมงเรียนภาษาไทย เป็นสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน
“ไม่ต้องกังวลว่าการเพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียนภาษา อังกฤษจะทำให้เด็กจะเรียนมากเกินไป เพราะจะมีการจัดทำโรดแมปการจัดการเรียนการสอนทั้งหมด ให้เป็นไปตามโครงสร้างเวลาเรียนในระดับประถมศึกษา ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1,000 ชั่วโมงต่อปี โดยจะใช้วิธีการบูรณาการการเรียนการสอนในวิชาอื่น ๆ เข้าด้วยกันมากขึ้น และแบ่งกลุ่มการสอนที่ครูจะสอนในวิชาต่าง ๆ เป็นกลุ่มสาระที่จำเป็นต้องรู้ ซึ่งครูจะต้องนำไปใช้วัดประเมินผลในระดับชาติ และกลุ่มสาระที่ควรรู้ ที่ใช้วัดประเมินผลในระดับชั้นเรียน โดยจะระบุหัวใจสำคัญของการจัดการเรียนรู้แต่ละเรื่องให้ชัดเจนว่า เด็กจะต้องรู้อะไรบ้าง ซึ่งตรงนี้จะเป็นการช่วยครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ”นายการุณ กล่าว

อ่านเพิ่มเติม ข่าวคมชัดลึก 27 ก.ค. 59

Tuesday, July 26, 2016

ตั้งคณะทำงานสานต่อนโยบายสำคัญ ศธ

สพฐ.กำชับ ผู้บริหารสานต่อนโยบายสำคัญ ศธ. พร้อมตั้ง 11 คณะทำงานขับเคลื่อนงานอย่างเต็มที่ เตรียมคลอดเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกสำรวจจำนวนครูตามวิชาเอกทั่วประเทศ

        วันนี้ (26 ก.ค.) นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้กำชับให้ผู้บริหารดำเนินการตามนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) 11 เรื่อง เช่น การทำให้ครูใช้ศักยภาพในการสอนอย่างเต็มที่ภายใน 5 ปี การปรับระบบการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ให้เป็นที่ยอมรับและสะท้อนถึงคุณภาพการจัดการศึกษาภายในปี 2560 การจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาครบทุกโรงเรียนภายใน 5 ปี การทำให้มีครูครบตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด ภายใน 1 ปี มีครูประจำชั้นทุกห้องเรียนภายใน 2 ปี และทำให้ได้ครูตรงสาขาภายใน 5-10ปี เป็นต้น ทั้งนี้ตนได้ตั้งคณะทำงานขึ้น 11 คณะเพื่อรับผิดชอบและขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ แล้ว

       “การทำให้จำนวนครูต่อนักเรียนครบตามเกณฑ์ รวมถึงมีครูสอนตรงสาขาวิชาเอกนั้น สพฐ.ได้จัดทำมาตรฐานวิชาเอกทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และการศึกษาพิเศษ โดยจะกำหนดให้ทุกโรงเรียนมีครูตามมาตรฐานวิชาเอก ซึ่ง สพฐ.กำลังทดลองนำมาตรฐานวิชาเอกดังกล่าวไปเก็บข้อมูลครูในโรงเรียนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)กรุงเทพมหานคร เขต 1 จำนวน 37 โรง ว่า มีครูจบจากวิชาเอกตามสาขาวิชาที่สอนกี่คน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประมวลผลข้อมูล ว่า แต่ละโรงครูขาดหรือเกินวิชาไหน เพื่อจะได้เกลี่ยให้ครบตามมาตรฐานที่กำหนด และจะนำเสนอต่อ ก.ค.ศ.ให้ออกหลักเกณฑ์การพิจารณาการโยกย้ายสับเปลี่ยนครู และนำไปขยายผลกับโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทั่วประเทศต่อไป”เลขาธิการกพฐ.กล่าวและว่า แนวทางนี้จะทำให้บรรลุตามเป้าหมายได้ภายใน 5-10 ปี เพราะระบบการรับครูของ สพฐ.ที่ผ่านมาไม่สอดคล้องกับความต้องการ จึงทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนครูในวิชาเอกต่าง ๆ

        นายการุณ กล่าวด้วยว่า การจัดทำมาตรฐานดังกล่าวจะทำให้ทราบถึงปัญหาการขาดแคลนครูใน 2 มิติ คือ  1.ขาดแคลนจำนวนครู เช่น โรงเรียนมีครู 8 คนแต่หลักเกณฑ์ของ ก.ค.ศ.กำหนดให้ต้องมีครู 10 คน และ 2. ขาดแคลนครูผู้สอนตรงตามวิชาเอก เช่น บางโรงเรียนมีครูภาษาไทย 10 คน แต่เกณฑ์กำหนดให้มีเพียง 5 คน ... อ่านต่อที่ :ที่เดลินิวส์ วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม 2559