Thursday, November 28, 2013
Saturday, October 12, 2013
Thursday, August 22, 2013
แก้อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้เหลือ0 ภายในเทอม2ปีนี้ "จาตุรนต์"สั่งด่วน/เน้นประเมินเข้มข้นป.3,6
“จตุรงค์" สั่งฟ้าแลบ แก้ปัญหาเด็กประถมอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ ตีความไม่เป็นเร่งด่วน ให้เหลือ 0 ภายในเทอม 2/2556 มอบ สพฐ.คิดระบบประเมินและคู่มือครู เน้นประเมินเข้มข้นในชั้น ป.3 และ ป.6 ส่วน ป.2, ป.4 และ ป.5 ให้ประเมินขั้นต้น
นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการ กพฐ. แถลงข่าว “การเรียนการสอนวิชาภาษาไทยของประเทศ” โดยนายจาตุรนต์กล่าวว่า ปัจจุบันภาวการณ์อ่านออก-เขียนได้ ผลสัมฤทธิ์วิชาภาษาไทย และทักษะเพื่อการสื่อสารภาษาไทยยังไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะนักเรียนระดับประถมศึกษา ถึงแม้ผลการทดสอบที่ผ่านมาจะชี้ว่าบางทักษะของใช้ภาษาไทยจะดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ ตนมองว่าวิชาภาษาไทยเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนวิชาอื่นให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงเพิ่มผลสัมฤทธิ์การประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) ในอนาคต จึงกำหนดนโยบายเร่งด่วนจะลดปัญหาการอ่านออก-เขียนไม่ได้ และไม่เข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาให้เหลือศูนย์ภายในภาคเรียนที่ 2/2556
เบื้องต้นโครงการดังกล่าวจะมอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปคิดให้เป็นระบบ ทั้งคิดหาเครื่องมือประเมินและคู่มือแนะนำครู ผ่านการสอบถามความเห็นระหว่างเขตพื้นที่ฯ โรงเรียน ผู้ปกครอง และผู้ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นในต้นเดือน ก.ย.นี้จะเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการต่อไป ส่วนหลักการที่ตนมอบให้ สพฐ.นั้น ได้แก่ ให้เริ่มสำรวจด้วยการประเมินผลนักเรียนสังกัด สพฐ.แบบเข้มในชั้น ป.3 และ ป.6 ทุกคน เพื่อคัดกรองหาเด็กกลุ่มอ่อนนำมาพัฒนาให้สามารถอ่านออก-เขียนได้ สื่อสารเข้าใจภายในปีการศึกษา 2556 นี้ ส่วนนักเรียนชั้น ป.2, ป.4 และ ป.5 จะใช้การประเมินขั้นต้น เพื่อสำรวจหาเด็กอ่อนมากๆ นำมาพัฒนา
“แนวทางพัฒนาภาษาไทยให้กับผู้เรียนอาจมีหลายแบบ ที่ผ่านมาก็มีหลายโรงเรียนใช้นวัตกรรมของตัวเองจนประสบความสำเร็จ เช่น การเรียนพิเศษเพิ่มเติม การจัดห้องเรียนใหม่ด้วยการนำเด็กอ่อนมารวมกลุ่มกัน เน้นหนักวิชาภาษาไทย ลดน้ำหนักวิชาอื่น ซึ่งหากผู้เรียนสามารถอ่านออก-เขียนได้ สื่อสารเข้าใจแล้ว ก็ค่อยย้ายกลับห้องเรียนเดิม อย่างไรก็ดี การดำเนินการเรื่องดังกล่าวจะต้องสื่อสารให้ผู้ปกครองเข้าใจ ว่าวิชาภาษาไทยจะเป็นบันไดขั้นแรกในการเรียนวิชาอื่นๆ ให้ดีได้ และสามารถยกผลสัมฤทธิ์ได้ในอนาคต” นายจาตุรนต์กล่าว
นายชินภัทรกล่าวว่า ที่ผ่านมาเขตพื้นที่ฯ กับโรงเรียนจะสแกนหาเด็กอ่อนภาษาไทยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มีส่วนกลางเข้าไปร่วมด้วยในการทำเครื่องมือประเมินผู้เรียน จากนั้นจะให้เขตพื้นที่ฯ ไปเผยแพร่ต่อ ทั้งนี้ ก็ขอให้ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นเพื่อเป็นข้อมูลให้ สพฐ.ติดตามปัญหาดังกล่าวต่อไป
นางเบญลักษณ์กล่าว ถึงเครื่องมือประเมินผลว่า จะเป็นแบบทดสอบให้เด็กได้อ่านให้ครูฟัง อย่างเด็ก ป.3 ต้องอ่านให้ได้ในระดับของ ป.3 ขณะที่ครูก็จะประเมินผลตามคู่มือที่ สพฐ.ให้เขตพื้นที่ฯ ไป ส่วน ป.6 ก็เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม คิดว่าเครื่องมือประเมินผลและคู่มือครูจะสามารถจัดทำได้เสร็จสิ้นภายในปลาย เดือน ส.ค.นี้.
Wednesday, August 21, 2013
นโยบาย จตุรงค์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(นายจาตุรนต์ ฉายแสง) วันที่ 11 ก.ค. 2556
นโยบายที่จะเร่งรัดดำเนินการทั้ง 8 ประการ มีดังนี้1. เร่งปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ผู้เรียน สามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิรูปให้มีความเชื่อมโยงกันทั้งหลักสูตรและการเรียนการสอน ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและสอดคล้องกับการเรียนรู้ยุคใหม่ การพัฒนาครู และการพัฒนาระบบการทดสอบ การวัดและประเมินผลที่ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงกับหลักสูตรและการเรียนการสอน และการพัฒนาผู้เรียน
2. ปฏิรูประบบผลิตและพัฒนาครู ให้มีจำนวนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการ มีความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรปัจจุบัน รองรับหลักสูตรใหม่ และการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ รวมทั้งพัฒนาระบบประเมินวิทยฐานะครูให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ดูแลระบบสวัสดิการและลดปัญหาที่บั่นทอนขวัญ กำลังใจของครู ให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนการสอนและคุณภาพผู้เรียน
3. เร่งนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาใช้ในการปฏิรูปการเรียนรู้ สร้างมาตรฐานการเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์แบบพกพา (แท็บเล็ต) และพัฒนาเนื้อหาสาระ พัฒนาครู และการวัด ประเมินผลที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งเพื่อเป็นเครื่องมือให้เกิดระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสังคมไทย
4. พัฒนาคุณภาพการอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานเทียบได้กับระดับสากล ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ
5. ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาเร่งพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานมากกว่าการขยายเชิงปริมาณ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีโดยให้มีการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาของไทย เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน และจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก (World Class University) ให้มากขึ้น
6. ส่งเสริมให้เอกชนและทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมจัดและสนับสนุนการศึกษามากขึ้น
7. เพิ่มและกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มอายุได้รับบริการการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้ด้วยโอกาสและการพัฒนากองทุนเงินกู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (ICL) ให้สามารถเป็นกลไกในการพัฒนาคุณภาพ เพิ่มโอกาสและผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ
8. พัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการสนับสนุนและพัฒนาการศึกษาและสถานศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับ เศรษฐกิจ สังคม อัตลักษณ์ และความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นให้มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การสร้างขวัญ กำลังใจให้กับนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา
หนุนปฏิรูปเรียนรู้ทำให้ป.1-3 อ่านออกเขียนได้100%ในเทอม 2
สพฐ.เน้น เด็กช่วงชั้นที่ 1 อ่านออกเขียนได้ 100% ในเทอม 2 มอบเขตพื้นที่ฯ ทำเครื่องมือสแกนหาเด็กอ่อน พร้อมจัดซ่อมเสริมให้ดีขึ้น เชื่อหากสำเร็จ การเรียนวิชาอื่นดีขึ้นด้วย
วันที่ 20 สิงหาคม นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการวางแผนงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้ง ระบบ เบื้องต้น สพฐ.จะดำเนินการแก้ปัญหาอ่านออกเขียนได้ในวิชาภาษาไทยของนักเรียนในช่วงชั้น ที่ 1 ทั้งประเทศ โดยได้มอบหมายให้เขตพื้นที่การศึกษาจัดทำเป็นข้อเสนอ และมาตรการการใช้เครื่องมือประเมินความบกพร่องค้นหาเด็กที่อยู่ในกลุ่ม เสี่ยงที่ยังไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ เพื่อสร้างหลักประกันว่าภายในปี 2556 ภาคเรียนที่ 2 เด็กในช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-3) จะต้องอ่านออกเขียนได้ครบ 100% ซึ่งเขตพื้นที่ฯ อาจมีมาตรการเร่งรัด สอนซ่อมเสริมเด็กกลุ่มเสี่ยงให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
นอกจากนี้ จะมีการส่งเสริมการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นรูปธรรม อาจประยุกต์ความรู้ด้านภาษา การคำนวณ และวิทยาศาสตร์ มาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น จัดทำคู่มือฝึกอบรมครู ส่งเสริมกระบวนการคิดตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยทั้งสองเรื่องนี้ สพฐ.จะจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาเห็นชอบต่อไป รูปธรรมดังกล่าวจะทำให้มั่นใจได้เมื่อเด็กเรียนจบช่วงชั้นที่ 1 อ่านออกเขียนได้ นำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนต่อไป.
ที่มา ไทยโพสต์
Friday, August 9, 2013
รื้อประเมินวิทยฐานะครูใช้โอเน็ต 50%
"อ๋อย" รื้อระบบประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ของครู เพิ่มสัดส่วนคะแนนโอเน็ตเป็น 50% จากปัจจุบันใช้แค่ 20% เบื้องต้นสั่ง สพฐ.-ก.ค.ศ.ไปคิดหลักเกณฑ์ใหม่ พร้อมให้โยงผลโอเน็ตต่อการพิจารณาโยกย้ายครูด้วย เล็งทำข้อตกลง ผอ.เขตพื้นที่ฯ ต้องสนใจยกผลฤทธิ์นักเรียนในพื้นที่
นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) 3 เรื่อง ได้แก่
1.การปรับเปลี่ยน ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ (ว5) ใหม่ เพื่อให้การประเมินวิทยฐานะมุ่งไปที่ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนให้มากขึ้น โดยจะให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปคิดหลักเกณฑ์และวิธีการในส่วนนี้และจะต้องหาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิมาช่วยกันคิด เพื่อให้ค่าน้ำหนักในหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะใหม่ที่ไม่ใช่เฉพาะประเมิน วิทยฐานะ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางวิชาชีพครูเพียงอย่างเดียว
รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า
2.มอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปพิจารณาเพื่อให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายหรือให้ความดีความชอบของครู โดยจะต้องคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนและผู้เรียนมากขึ้น อย่างหลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะของ ก.ค.ศ.ควรมีข้อตกลงกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ฯ เพื่อให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ให้ความสนใจพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนของโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาให้ ดีขึ้น และที่สำคัญต้องไม่ทอดทิ้งให้โรงเรียนจำนวนมากมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ
นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่า ในภาพรวมของการประเมินวิทยฐานะทั้งหมดจะต้องมีการปรับ ซึ่งในส่วนของสัดส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่จะนำมาใช้จะต้องมีสัดส่วนที่ เพิ่มมากขึ้น เบื้องต้นควรจะต้องเพิ่มเป็นอย่างน้อยประมาณ 50% จากปัจจุบันที่มีการใช้สัดส่วนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาประเมินวิทยฐานะ ประมาณ 10-20% เท่านั้น ทั้งนี้ หากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนผลทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) สูงขึ้น ผลสัมฤทธิ์ของครูก็ต้องย่อมดีขึ้นเช่นกัน ฉะนั้นต้องทำให้ทั้งระบบให้ความสนใจและเข้าใจกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา ครูและผู้ปกครองนักเรียน ซึ่งหากทุกส่วนเข้าใจแล้วจะทำให้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน และ
3.ได้มอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปเตรียมวางแผนรองรับกรณีที่จะมีข้าราชการครูที่จะเกษียณอายุราชการจำนวนมากในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะทำให้ประสบภาวะขาดแคลนครูจำนวนมากในภาพรวมและรายสาขาวิชาเอก อีกทั้งสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและไม่นานนี้ น่าจะมีภาวะที่นักเรียนลดน้อยลงอย่างมาก สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องไปวิเคราะห์และหาข้อมูลวางแผนการจัดสรรบุคลากรรอง รับ.
ที่มา ไทยโพสต์
"จาตุรนต์" สั่งรื้อระบบให้เงินอุดหนุนรายหัว -ไม่ยึดแค่จำนวนเด็ก
เสมา 1 มอบการบ้านสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา รื้อระบบการให้เงินอุดหนุนรายหัวใหม่ ไม่ยึดแค่จำนวนเด็ก
เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สก ศ.)ว่าตนได้มอบนโยบายการทำงานให้สกศ.เป็นหน่วยประสานงานกับองค์กรหลักในการ ทำแผนและมาตรการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญๆ ของศธ.ตลอดจนติดตามประเมินผลนโยบายและทำการวิจัยเพื่อหาข้อมูลสนับสนุนการ ดำเนินงาน ซึ่งในวันนี้สกศ.ได้นำเสนอร่างยุทธศาสตร์การศึกษาพ.ศ.2556-2558 และแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับปรับปรุง พ.ศ.2556-2559 โดยตนได้ให้สกศ.นำร่างทั้ง 2 ฉบับไปปรับปรุงให้สอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล และนโยบายที่ตนได้มอบให้ ทั้งนี้ยืนยันว่านโยบายที่มอบไม่ใช่นโยบายส่วนตัว แต่เป็นนโยบายที่ได้วิเคราะห์มาจากนโยบายของรัฐบาลและปรับให้เข้ากับสภาพการ ทำงานของศธ.
รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้สกศ.ยังได้เสนอผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อหน่วย ประสิทธิภาพของการจัดการศึกษา เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวให้สอดคล้องกับสภาพ ปัจจุบัน โดยมีวงเงินที่สูงขึ้นแต่ จากการที่ตนได้เดินทางไปพบผู้บริหารองค์กรหลักต่างๆ พบว่า การจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ผ่านมา ยังมีปัญหาต่างๆ เช่น มีการอุดหนุนโดยไม่คำนึงถึงขนาดของสถานศึกษา ผลกระทบที่มีต่อคุณภาพการศึกษา ทั้ง การกระจายทรัพยากร ครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียน โรงเรียนขนาดใหญ่มีการดูดนักเรียนเข้าไปเรียนจำนวนมากจนมีนักเรียนสูงถึง60 คนต่อห้องเพื่อให้ได้เงินอุดหนุนรายหัวจำนวนมากแต่ทำให้คุณภาพการศึกษาลดลง ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยก็ได้เงินอุดหนุนรายหัวน้อยมากจนไม่ สามารถนำไปทำกิจกรรมเสริมอื่นๆ ได้ ขณะเดียวกันสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยก็มีข้อ กำหนดการรับเงินอุดหนุนรายหัวว่าครูกศน.1 คนต้องดูแลนักเรียน 60 คนถึงจะได้รับเงินอุดหนุนทำให้ครูกศน.ได้รับค่าตอบแทนในอัตราที่ต่ำประมาณ เดือนละ 9,000 บาทเท่านั้น ดังนั้นตนจึงได้มอบโจทย์ให้สกศ.ไปคิดเงินอุดหนุนรายหัวฯใหม่ อาทิ การวางหลักเกณฑ์ให้การอุดหนุนโรงเรียนในฐานะที่เป็นโรงเรียน ไม่ใช่ให้การอุดหนุนรายหัวตามจำนวนเด็กในโรงเรียนเท่านั้น, กำหนดเพดานนักเรียนต่อห้องที่จะได้รับเงินอุดหนุนรายหัวฯ เช่น 1ห้องเรียนไม่ควรมีนักเรียนเกิน 45 คน เป็นต้น
"สกศ.ต้องไปคิดระบบการให้เงินอุดหนุนรายหัวฯใหม่ว่าควรให้การอุดหนุนผ่าน ช่อง ทางใดบ้าง และมีหลักเกณฑ์อย่างไร ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการให้เงินอุดหนุนรายหัวฯ ตลอดจนปรับอัตราเงินอุดหนุนรายหัวฯที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงเงินอุดหนุนรายหัวฯการศึกษานอกระบบและโรงเรียนเอกชนด้วย ทั้งนี้คาดว่าสกศ.น่าจะใช้เวลาพิจารณาเรื่องนี้ไม่นาน ส่วนตัวเลขการปรับเงินอุดหนุนรายหัวของการศึกษาเอกชนตามอัตราเงินเฟ้อที่สก ศ.เสนอมานั้นเนื่องจากขณะนี้การจัดทำงบประมาณปี2557ได้ผ่านไปแล้ว อย่างไรก็ตามหากสกศ.สามารถเสนอระบบเงินอุดหนุนรายหัวฯใหม่อาจจะนำมาใช้ในต้น ปีการศึกษา 2557" นายจาตุรนต์ กล่าว.
ที่มา เดลินิวส์ วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม 2556
Thursday, March 7, 2013
สพฐ.จะปรับเวลาเรียน
สพฐ.ปรับ
ชั่วโมงเรียนชั้นประถม-มัธยม เริ่มเปิดเทอมใหม่ปี 56 ลดวิชาการ
เน้นความรู้นอกห้อง ลดการบ้านประเภทแก้โจทย์ปัญหา เหตุทำเด็กเครียด
ไม่เหมาะทำตามลำพัง ต้องมีเพื่อน-ครูเป็นพี่เลี้ยง
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายจะปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปรับโครงสร้างเวลาเรียน และปรับลดจำนวนการบ้านที่นักเรียนได้รับ ซึ่งสพฐ.ได้ตัดสินใจปรับโครงสร้างเวลาเรียนใหม่ทุกระดับตั้งแต่ระดับประถม ต้น ประถมปลาย มัธยมต้นและมัธยมปลาย
"การปรับโครงการสร้างเวลาเรียนครั้งนี้ ยังไม่ใช่การปรับใหม่ จำนวนชั่วโมงเรียนต่อปี ต่อสัปดาห์ หรือต่อวัน ยังคงเท่าเดิมตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แต่ภายใต้จำนวนชั่วโมงเรียนเท่าเดิมนั้น จะลดจำนวนชั่วโมงเรียนในชั้นเรียนลงเทเวลาเรียนมาให้การทำกิจกรรมนอกห้อง เรียนมากขึ้น การลดจำนวนชั่วโมงเรียนในชั้นเรียนลงได้ สามารถทำได้โดยไม่ส่งกระทบหากครูใช้การเรียนการสอนแบบบูรณาการ" นายชินภัทรกล่าว
นายชินภัทรกล่าวอีกว่า นอกจากการปรับลดจำนวนชั่วโมงเรียนวิชาการลงแล้ว จะมีการปรับลดส่วนการเรียนวิชาต่างๆ ในแต่ละระดับชั้นด้วย จากเดิมที่ให้สัดส่วนเวลาเรียนทุกวิชาเท่าๆ กัน ก็จะเปลี่ยนมามีจุดเน้นให้ตรงตามวัย โดยระดับประถมต้นโดยเฉพาะประถมศึกษาปีที่ 1-2 จะเน้นการเรียนรู้ทักษะด้านภาษาเป็นหลัก จนถึงระดับประถมปลาย จึงจะเพิ่มเติมทักษะด้านการคิดคำนวณ ส่วนระดับมัธยมต้นจะเพิ่มเติมทักษะในการแสวงหาความรู้ให้แก่เด็ก และมัธยมปลาย จะเน้นให้เด็กนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้
ส่วนเรื่องการปรับการบ้าน สพฐ.ได้ศึกษาและพบว่าการบ้านบางประเภท ไม่เหมาะสมจะให้นักเรียนกลับไปทำที่บ้าน เช่น การบ้านประเภทแก้โจทย์ปัญหา เพราะการบ้านประเภทนี้มีความซับซ้อนและยากเกินกว่าที่เด็กจะทำได้โดยลำพัง กลายเป็นการสร้างความเครียดให้เด็ก และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้วย ในต่างประเทศการบ้านประเภทนี้ จะให้นักเรียนทำที่โรงเรียนโดยมีครูเป็นพี่เลี้ยง และเปิดโอกาสให้เกิดการถกเถียงกันในการแก้โจทย์ปัญหา อย่างไรก็ตาม การบ้านบางประเภทยังมีความสำคัญอยู่ เช่น การบ้านประเภททบทวนและเพิ่มความชำนาญ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการทบทวนเรื่องการให้การบ้านจะต้องมีประสิทธิภาพอย่าง แท้จริง
"ทั้งหมดนี้จะเริ่มดำเนินการทันทีในปีการศึกษา 2556 ระหว่างนี้ สพฐ.กำลังจัดทำคู่มือสำหรับแจกครู เพื่อแนะนำการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการครบวงจร ทั้งการวางแผนการสอน การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน การประเมินผลและการให้การบ้าน และจะมีการจัดอบรมครูให้เข้าใจเรื่องนี้ในช่วงปิดภาคเรียนเดือนเมษยนด้วย" นายชินภัทรกล่าว
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายจะปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปรับโครงสร้างเวลาเรียน และปรับลดจำนวนการบ้านที่นักเรียนได้รับ ซึ่งสพฐ.ได้ตัดสินใจปรับโครงสร้างเวลาเรียนใหม่ทุกระดับตั้งแต่ระดับประถม ต้น ประถมปลาย มัธยมต้นและมัธยมปลาย
"การปรับโครงการสร้างเวลาเรียนครั้งนี้ ยังไม่ใช่การปรับใหม่ จำนวนชั่วโมงเรียนต่อปี ต่อสัปดาห์ หรือต่อวัน ยังคงเท่าเดิมตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แต่ภายใต้จำนวนชั่วโมงเรียนเท่าเดิมนั้น จะลดจำนวนชั่วโมงเรียนในชั้นเรียนลงเทเวลาเรียนมาให้การทำกิจกรรมนอกห้อง เรียนมากขึ้น การลดจำนวนชั่วโมงเรียนในชั้นเรียนลงได้ สามารถทำได้โดยไม่ส่งกระทบหากครูใช้การเรียนการสอนแบบบูรณาการ" นายชินภัทรกล่าว
นายชินภัทรกล่าวอีกว่า นอกจากการปรับลดจำนวนชั่วโมงเรียนวิชาการลงแล้ว จะมีการปรับลดส่วนการเรียนวิชาต่างๆ ในแต่ละระดับชั้นด้วย จากเดิมที่ให้สัดส่วนเวลาเรียนทุกวิชาเท่าๆ กัน ก็จะเปลี่ยนมามีจุดเน้นให้ตรงตามวัย โดยระดับประถมต้นโดยเฉพาะประถมศึกษาปีที่ 1-2 จะเน้นการเรียนรู้ทักษะด้านภาษาเป็นหลัก จนถึงระดับประถมปลาย จึงจะเพิ่มเติมทักษะด้านการคิดคำนวณ ส่วนระดับมัธยมต้นจะเพิ่มเติมทักษะในการแสวงหาความรู้ให้แก่เด็ก และมัธยมปลาย จะเน้นให้เด็กนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้
ส่วนเรื่องการปรับการบ้าน สพฐ.ได้ศึกษาและพบว่าการบ้านบางประเภท ไม่เหมาะสมจะให้นักเรียนกลับไปทำที่บ้าน เช่น การบ้านประเภทแก้โจทย์ปัญหา เพราะการบ้านประเภทนี้มีความซับซ้อนและยากเกินกว่าที่เด็กจะทำได้โดยลำพัง กลายเป็นการสร้างความเครียดให้เด็ก และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้วย ในต่างประเทศการบ้านประเภทนี้ จะให้นักเรียนทำที่โรงเรียนโดยมีครูเป็นพี่เลี้ยง และเปิดโอกาสให้เกิดการถกเถียงกันในการแก้โจทย์ปัญหา อย่างไรก็ตาม การบ้านบางประเภทยังมีความสำคัญอยู่ เช่น การบ้านประเภททบทวนและเพิ่มความชำนาญ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการทบทวนเรื่องการให้การบ้านจะต้องมีประสิทธิภาพอย่าง แท้จริง
"ทั้งหมดนี้จะเริ่มดำเนินการทันทีในปีการศึกษา 2556 ระหว่างนี้ สพฐ.กำลังจัดทำคู่มือสำหรับแจกครู เพื่อแนะนำการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการครบวงจร ทั้งการวางแผนการสอน การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน การประเมินผลและการให้การบ้าน และจะมีการจัดอบรมครูให้เข้าใจเรื่องนี้ในช่วงปิดภาคเรียนเดือนเมษยนด้วย" นายชินภัทรกล่าว
Wednesday, February 20, 2013
ความหมายและความสำคัญของประชาคมอาเซียน
ความหมายและความสำคัญของประชาคมอาเซียน
ความหมายและความสำคัญของประชาคมอาเซียน
“ประชาคมอาเซียน” เป็นเป้าหมายของการรวมตัวกันของประเทศ สมาชิกอาเซียน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและขีดความสามารถการแข่งขันของอาเซียนในเวทีระหว่าง ประเทศในทุกด้าน รวมถึงความสามารถในการรับมือกับปัญหาใหม่ๆ ในระดับโลกที่ส่งผลกระทบมาถึงภูมิภาคอาเซียน เช่น ภาวะโลกร้อน การก่อการร้าย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเป็นประชาคมอาเซียน คือการทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเป็น “ครอบครัวเดียวกัน” ที่มีความแข็งแกร่งและมีภูมิต้านทานที่ดี โดยสมาชิกในครอบครัวมีสภาพความอยู่ที่ดี ปลอดภัย และสามารถทำมาค้าขายได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น
แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนตกลงกันที่จัดตั้งประชาคม อาเซียน อันถือเป็นการปรับปรุงตัวครั้งใหญ่และวางรากฐานของการพัฒนาของอาเซียน คือ สภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ที่ทำให้อาเซียนต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ เช่นโรคระบาด อาชญากรรมข้ามชาติ ภัยพิบัติธรรมชาติ และปัญหาสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อน และความเสี่ยงที่อาเซียนอาจจะไม่สามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจได้กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ซึ่งมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด
ประชาคมอาเซียนถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม 2546 จากการที่ผู้นำอาเซียนได้ร่วมลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน ที่เรียกว่า “ข้อตกลงบาหลี 2” เพื่อเห็นชอบให้จัดตั้งประชาคมอาเซียน ภายในปี 2563 แต่ต่อมาได้ตกลงร่นระยะเวลาจัดตั้งให้เสร็จในปี 2558
ประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย 3 ประชาคมย่อย ซึ่งเปรียบเสมือนสามเสาหลักซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ได้แก่
1) ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน มุ่งให้ประเทศใน ภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูป แบบใหม่ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง
2) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทาง เศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ได้ เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน
3) ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน เพื่อให้ประชาชนแต่ละประเทศอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร มีสวัสดิการทางสังคมที่ดี และมีความมั่นคงทางสังคม
ในตอนนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการให้บรรลุการเป็นประชาคมอา เซียนภายในปีเป้าหมาย 2558 โดยในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายเดือน ก.พ.2552 นี้ ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนจะรับรองแผนงานหรือแผนกิจกรรมการจัดตั้งประชาคมการ เมืองและความมั่นคงอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน
กำเนิดอาเซียนและวัตถุประสงค์การจัดตั้ง
เมื่อวันที่ 8สิงหาคม 2510ณ วังสราญรมย์ (ที่ตั้งของกระทรวงการต่างประเทศไทย ในขณะนั้น) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ 5ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก-เฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ได้ลงนามใน “ปฏิญญากรุงเทพฯ” (Bangkok Declaration) เพื่อจัดตั้งสมาคมความร่วมมือในระดับภูมิภาคของประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ชื่อ “สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้“ หรือ “อาเซียน” (ASEAN) ซึ่งเป็นตัวย่อของ Association of SouthEast Asian Nations ชื่อทางการ ในภาษาอังกฤษของอาเซียน ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่การลงนามในปฏิญญากรุงเทพฯ รัฐมนตรี-ต่างประเทศของทั้ง 5ประเทศได้หารือกันเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการจัดตั้งสมาคมอาเซียนและยก ร่างปฏิญญากรุงเทพฯ ที่แหลมแท่น จังหวัดชลบุรี
ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญ 7ประการของการจัดตั้งอาเซียน ได้แก่
(1)ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร
(2)ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
(3)เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
(4)ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
(5)ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(6)เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนการปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม
และ(7)เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การ ความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ และองค์การระหว่างประเทศ
นับตั้งแต่วันก่อตั้ง อาเซียนได้พยายามแสดงบทบาทในการธำรงรักษาและส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ ความมั่นคงและความเจริญร่วมกันในภูมิภาค ตลอดจนมีวิวัฒนาการ อย่างต่อเนื่องในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศสมาชิก ตลอดจนพัฒนาการในเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคม จนเป็นที่ประจักษ์แก่นานาประเทศ และนำไปสู่การขยายสมาชิกภาพ โดยบรูไนดารุสซาลาม เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 6เมื่อปี 2527เวียดนาม เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 7ในปี 2538ลาวและพม่า เข้าเป็นสมาชิกพร้อมกันเมื่อปี 2540และกัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกล่าสุดเมื่อปี 2542ทำให้ในปัจจุบันอาเซียนมีสมาชิกรวมทั้งหมด 10ประเทศ
ได้รู้จัก ที่มาที่ไปของประชาคมอาเซียน กันไปแล้ว ในตอนหน้า เรามาเรียนรู้ผลกระทบ ผลได้ผลเสีย ของประเทศไทยในด้านต่างๆกันบ้างนะคะ จะได้เตรียมตัว รับมือกันได้ทันปี 2558
สพฐ.จับมือ10 ชาติอาเซียนร่วมจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบอาเซียน
สพฐ.ร่วม
กับกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ประเทศอาเซียน
ให้ความสำคัญในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบอาเซียน
เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
นายชินภัทร ภูมิรัตน
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ
เปิดเผยภายหลังประชุมผู้นำการศึกษากลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ 10
ประเทศอาเซียน หรือ ซีมีโอ ว่า
การหารือในครั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(สพฐ.)ได้เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดประชุมดังกล่าว
โดยเชิญผู้บริหารระดับสูงด้านการศึกษาของ 10
ประเทศสมาชิกอาเซียนมาหารือร่วมกันในประเด็นสำคัญหัวข้อ
"คุณภาพและความเสมอภาคเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน"
โดยมุ่งเน้นไปทิศทางการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานว่าจะเป็นไปในทิศทางใดได้บ้าง
ทั้งนี้
ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าเป็นประเด็นหลักคือการให้ความสำคัญเรื่องการจัดการ
ศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบอาเซียน
เพราะอีกไม่นานประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 แล้ว ดังนั้น
การเตรียมความพร้อมเรื่องการศึกษาในระดับขั้นพื้นฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ
เพื่อนำข้อคิดเห็นและแนวทางการจัดการศึกษารูปแบบต่างๆ
มาพัฒนาการศึกษาให้มีความเสมอภาคต่อไป
นายชินภัทร กล่าวอีกว่า
ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์ด้านการศึกษาร่วมกัน
โดยเฉพาะการแสวงหาแนวทางการจัดการเรียนสอน
ที่จะทำอย่างไรให้การเรียนการสอนมีเอกลักษณ์และวัฒนธรรม
ตลอดจนมีวิสัยทัศน์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ซึ่งเมื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว
การแลกเปลี่ยนนักเรียนหรือบุคลากรทางการศึกษาจะมีมากขึ้น
จึงต้องแสวงหารูปแบบการจัดหลักสูตรรองรับที่เหมาะสมด้วย
ที่มา-สำนักข่าวแห่งชาติ
ที่มา-สำนักข่าวแห่งชาติ
Monday, January 21, 2013
โพลล์ชี้ครูไทยเด่นตั้งใจสอนเด็ก-ด้อยเทคนิค
สวนดุสิตโพลระบุครู
ไทยเด่น
ด้านตั้งใจถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็ก-ด้อยด้านเทคนิคในการสอนยังไม่สามารถดึง
ดูดให้เด็กหันมาสนใจการเรียนมากขึ้น
สวนดุสิตโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้จัดทำดัชนี “ความเชื่อมั่นครูไทย” ปี 2555 โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 8,452 คน ระหว่างวันที่ 25 ธ.ค. 55 - 7 ม.ค. 2556 โดยเน้นตัวชี้วัด 30 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อครูไทยทั้งในด้านส่วนตัว ชุมชนและ การพัฒนาวิชาชีพตลอดจนการพัฒนาประเทศในรอบปี 2555 ที่ผ่านมาเพื่อเป็นประโยชน์ในการประพฤติปฏิบัติตนรวมทั้งมีการพัฒนาและส่ง เสริมครูไทยในแต่ละประเด็น ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนน เต็ม 10 สรุปเรียงลำดับจากความเชื่อมั่นสูงสุดไปถึงต่ำสุด โดยมีใจความว่าครู เป็นผู้ที่สังคมไทยยกย่องว่าเป็นปูชนียบุคคลที่มีความสำคัญต่อสังคม แต่บทบาทของ “ครู” ที่ต้องผจญกับภาวะสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ความเชื่อมั่น “ครูไทย” ในแต่ละปีเปลี่ยนแปลงไปด้วย เเละสรุปได้ดังนี้
1. ประชาชนให้คะแนน “ดัชนีครูไทย” ปี 2555 (ภาพรวมคะแนนเต็ม 10) ได้ 7.86 คะแนน 2. ประชาชนให้คะแนน 30 ตัวชี้วัด “ดัชนีครูไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เสรุปภาพรวมดัชนีค่าความเชื่อมั่นครูไทย ปี2555 7.86 ปี2554 7.85 ปี2553 7.83 ปี2552 7.44ปี2551 7.79ปี2550 7.68 3. “จุดเด่น” ของ “ครูไทย” ในปี 2555 อันดับ 1 ตั้งใจถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กอย่างเต็มที่ สอนให้เด็กรู้จักคิดเป็น26.84% อันดับ 2 มีความสนใจ ใฝ่เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ สามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการเรียนการสอน 21.61% อันดับ 3 มีความเสียสละ อดทน /มีภาระมาก ต้องทำงานหนัก 20.83%อันดับ 4 ให้ความรักความอบอุ่น เป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำแก่เด็ก 16.54% อันดับ 5 โอบอ้อมอารี มีน้ำใจ มีเมตตา ไม่เอาเปรียบผู้อื่น 14.18%
4. “จุดด้อย” ของ “ครูไทย” ในปี 2555 อันดับ 1 วิธีการและเทคนิคในการสอนยังไม่สามารถดึงดูดให้เด็กหันมาสนใจการเรียนมาก ขึ้น 29.56% อันดับ 2 การควบคุมอารมณ์ การวางตัวหรือพูดคุยกับเด็กที่ไม่เหมาะสม26.13% อันดับ 3 เงินเดือน ค่าตอบแทนที่ได้รับยังไม่มากพอหรือเทียบเท่าอาชีพอื่น 15.00% อันดับ 4 นอกจากงานสอนแล้วยังมีภาระงานอื่นที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้ไม่มีเวลาดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด 14.67% อันดับ 5 การเรียนรู้และการใช้เทคโนโลยีต่างๆ 14.64%
ข้อสังเกตจากการสำรวจครั้งนี้ ดัชนีชี้วัดปี2555 (คะเเนนเต็ม10)ประเด็นที่มีค่าคะแนนความเชื่อมั่นต่อครูไทย มากที่สุด 3 ประเด็น 1.บุคลิกภาพ การแต่งกายเหมาะสมกับอาชีพ 8.17 2.ความรู้ความสามารถในการสอน 8.12 3.การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง 8.11 ประเด็นที่มีค่าคะแนนความเชื่อมั่นต่อครูไทย น้อยที่สุด 3 ประเด็น 1. การไม่เป็นหนี้เป็นสิน7.47 2. การแสดงออกทางอารมณ์ การควบคุมอารมณ์ 7.51 3 .มีทัศนคติที่ดีต่อนักเรียน เข้าใจนัก
สวนดุสิตโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้จัดทำดัชนี “ความเชื่อมั่นครูไทย” ปี 2555 โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 8,452 คน ระหว่างวันที่ 25 ธ.ค. 55 - 7 ม.ค. 2556 โดยเน้นตัวชี้วัด 30 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อครูไทยทั้งในด้านส่วนตัว ชุมชนและ การพัฒนาวิชาชีพตลอดจนการพัฒนาประเทศในรอบปี 2555 ที่ผ่านมาเพื่อเป็นประโยชน์ในการประพฤติปฏิบัติตนรวมทั้งมีการพัฒนาและส่ง เสริมครูไทยในแต่ละประเด็น ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนน เต็ม 10 สรุปเรียงลำดับจากความเชื่อมั่นสูงสุดไปถึงต่ำสุด โดยมีใจความว่าครู เป็นผู้ที่สังคมไทยยกย่องว่าเป็นปูชนียบุคคลที่มีความสำคัญต่อสังคม แต่บทบาทของ “ครู” ที่ต้องผจญกับภาวะสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ความเชื่อมั่น “ครูไทย” ในแต่ละปีเปลี่ยนแปลงไปด้วย เเละสรุปได้ดังนี้
1. ประชาชนให้คะแนน “ดัชนีครูไทย” ปี 2555 (ภาพรวมคะแนนเต็ม 10) ได้ 7.86 คะแนน 2. ประชาชนให้คะแนน 30 ตัวชี้วัด “ดัชนีครูไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เสรุปภาพรวมดัชนีค่าความเชื่อมั่นครูไทย ปี2555 7.86 ปี2554 7.85 ปี2553 7.83 ปี2552 7.44ปี2551 7.79ปี2550 7.68 3. “จุดเด่น” ของ “ครูไทย” ในปี 2555 อันดับ 1 ตั้งใจถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กอย่างเต็มที่ สอนให้เด็กรู้จักคิดเป็น26.84% อันดับ 2 มีความสนใจ ใฝ่เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ สามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการเรียนการสอน 21.61% อันดับ 3 มีความเสียสละ อดทน /มีภาระมาก ต้องทำงานหนัก 20.83%อันดับ 4 ให้ความรักความอบอุ่น เป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำแก่เด็ก 16.54% อันดับ 5 โอบอ้อมอารี มีน้ำใจ มีเมตตา ไม่เอาเปรียบผู้อื่น 14.18%
4. “จุดด้อย” ของ “ครูไทย” ในปี 2555 อันดับ 1 วิธีการและเทคนิคในการสอนยังไม่สามารถดึงดูดให้เด็กหันมาสนใจการเรียนมาก ขึ้น 29.56% อันดับ 2 การควบคุมอารมณ์ การวางตัวหรือพูดคุยกับเด็กที่ไม่เหมาะสม26.13% อันดับ 3 เงินเดือน ค่าตอบแทนที่ได้รับยังไม่มากพอหรือเทียบเท่าอาชีพอื่น 15.00% อันดับ 4 นอกจากงานสอนแล้วยังมีภาระงานอื่นที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้ไม่มีเวลาดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด 14.67% อันดับ 5 การเรียนรู้และการใช้เทคโนโลยีต่างๆ 14.64%
ข้อสังเกตจากการสำรวจครั้งนี้ ดัชนีชี้วัดปี2555 (คะเเนนเต็ม10)ประเด็นที่มีค่าคะแนนความเชื่อมั่นต่อครูไทย มากที่สุด 3 ประเด็น 1.บุคลิกภาพ การแต่งกายเหมาะสมกับอาชีพ 8.17 2.ความรู้ความสามารถในการสอน 8.12 3.การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง 8.11 ประเด็นที่มีค่าคะแนนความเชื่อมั่นต่อครูไทย น้อยที่สุด 3 ประเด็น 1. การไม่เป็นหนี้เป็นสิน7.47 2. การแสดงออกทางอารมณ์ การควบคุมอารมณ์ 7.51 3 .มีทัศนคติที่ดีต่อนักเรียน เข้าใจนัก
Sunday, January 20, 2013
ตกเบิกเงินวิทยฐานะ
ดร.รังสรรค์ มณีเล็ก ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ สพฐ. ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 2/2556 (16/1/2556)
เกี่ยวกับ เงินค่าวิทยฐานะและค่าตอบแทนรายเดือน
สำหรับผู้ที่ได้รับคำสั่งแต่งตั้ง ตั้งแต่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน
2554 และ การขอเพิ่มอัตราค่าจ้าง สำหรับลูกจ้างชั่วคราว 65,172 อัตรา ว่า
ขณะนี้ เรื่องที่รอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี รายละเอียดดังนี้ครับ
เรื่องที่รอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
ขณะนี้มีเรื่องที่สำนักนโยบายและแผน สพฐ. ได้นำเสนอผ่านกระทรวงศึกษาธิการเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี 3 เรื่องด้วยกัน เรียงตามลำดับก่อนหลัง ดังนี้ ครับ
1) การขอเพิ่มอัตราค่าจ้าง สำหรับลูกจ้างชั่วคราว 65,172 อัตรา ที่จ้างโดยใช้งบดำเนินงาน เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวฯ สิ่งที่เสนอไปนั้นมีสาระโดยสังเขปก็คือผู้ที่ได้รับค่าจ้างไม่ถึง 9,000 บาท ก็ขอให้เป็น 9,000 บาท ผู้ที่ได้รับค่าจ้างไม่ถึง 15,000 บาท ก็ขอให้เป็น 15,000 บาท เท่าที่ติดตาม ทราบว่า ขณะนี้ กรมบัญชีกลางได้รับมอบหมายให้รวบรวมอัตราจ้างทั้งประเทศว่ามีจำนวนเท่าไร เพื่อที่คณะรัฐมนตรีจะได้พิจารณาไปในคราวเดียวกัน มิให้เกิดความลักลั่น ถ้าต้องการทราบความก้าวหน้าในเรื่องนี้โดยตรง ก็สามารถติดต่อคุณรัชนี กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง โทรศัพท์ 021277000 ต่อ 4305 ได้ครับ
2) เงินค่าวิทยฐานะและค่าตอบแทนรายเดือน สำหรับผู้ที่ได้รับคำสั่งแต่งตั้ง ตั้งแต่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2554
3) การซื้อรถยนต์ตู้โดยสาร 6,545 คัน สำหรับ รับ-ส่ง นักเรียน ตำบลละ 1 คัน
2. การบริหารงบประมาณปี 2556
ขณะนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนต่างก็ได้รับงบประมาณปี 2556 กันเป็นส่วนใหญ่แล้วนะครับ และก็คงกำลังบริหารงบประมาณดังกล่าวให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการของตนเอง ขอย้ำเรื่องงบลงทุน (สิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์) นิดนึงครับว่า ปีนี้รัฐบาลกำหนดมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณมาอย่างชัดเจนว่า งบลงทุนนั้นต้องทำสัญญาจ้าง หรือซื้อแล้วแต่กรณี ให้แล้วเสร็จภายใน 31 มีนาคม 2556 มิเช่นนั้นงบประมาณดังกล่าวอาจถูกเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ถ้าเหตุผลของเราไม่เพียงพอ ก็รีบ ๆ กันหน่อยนะครับ สำหรับผู้ที่ได้รับการจัดสรรงบลงทุนไป
3. งบประมาณปรับปรุงซ่อมแซมระบบไฟฟ้า ปี 2556
ปี 2556 นี้ สำนักนโยบายและแผน จะเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดสรรงบประมาณ ค่าปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าใหม่ ที่ผ่านมา สพฐ. ให้โรงเรียนจัดทำคำของบประมาณค่าปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าผ่านสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาไปยัง สพฐ. ซึ่งกว่าจะเป็นคำของบประมาณดังกล่าว โรงเรียนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายให้การไฟฟ้า เพื่อเป็นค่าประเมินและประมาณราคาค่าปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้า ครั้งละ 5,000 บาท และคำของบประมาณดังกล่าวก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งเท่านั้น ก็หมายความว่าโรงเรียนที่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณก็จะเสียเงินให้การไฟฟ้าไป ฟรี ๆ 5,000 บาทต่อครั้ง เพื่อให้การตอบสนองความต้องการการปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าสอดคล้องกับความต้อง การ ไม่เกิดการสูญเปล่าจากการประเมินและประมาณค่าปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าของการ ไฟฟ้า สพฐ. จะจัดสรรงบประมาณเป็นวงเงินรวมให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จากนั้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็ไปพิจารณาจัดสรรให้โรงเรียนในสังกัดต่อไป ซึ่งเกณฑ์การจัดสรรที่กำหนดไว้ก็คือ ทุกเขตจะได้งบประมาณปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าขั้นต่ำ 1,000,000 บาทเท่ากันก่อน และเพิ่มเติมให้อีกตามสภาพโรงเรียนเก่า-ใหม่ที่อยู่ในสังกัด ขณะนี้กำลังเสนอจัดสรรครับ อย่างช้าต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2556 งบประมาณคงมาถึงสำนักงานเขตพื้นที่
4. เทคนิคการวางแผนและบริหารงบประมาณ
เรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นเรื่องที่พี่น้องชาวแผน ต้องรู้ เพราะท่านสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนและบริหารงบประมาณซึ่งเป็น งานในหน้าที่ของพวกเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องที่ขอนำเสนอ ก็คือ
1) Strategic Planning
2) Scenario Planning
3) Costing
4) Public Management Sector Award : PMQA
5) Performance Assessment Rating Tool : PART
6) Program Evaluation and Review Technique : PERT
7) Critical Path Method : CPM
8) Project Planning and Management for the Governmental
Organization : PPMGO
9) Six sigma
10) Data Envelopment Analysis : DEA
ผมคงให้แต่หัวข้อไว้ก่อนนะครับ ส่วนรายละเอียดจะค่อยๆทยอยนำเสนอให้พี่น้องได้ทราบ
ในจดหมายฉบับต่อๆไป แต่ถ้าท่านใดที่รอไม่ไหวก็สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ต่างๆเพื่อศึกษาและนำ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันก็ได้นะครับ ท้ายที่สุดนี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องทุกคนมีพลังกาย พลังใจ พลังความคิดที่เข้มแข็งในการทำงานเพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐานของเราให้มี คุณภาพสูงยิ่งๆขึ้นไป แล้วพบกันใหม่ในจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 3/2556 ครับ
เรื่องที่รอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
ขณะนี้มีเรื่องที่สำนักนโยบายและแผน สพฐ. ได้นำเสนอผ่านกระทรวงศึกษาธิการเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี 3 เรื่องด้วยกัน เรียงตามลำดับก่อนหลัง ดังนี้ ครับ
1) การขอเพิ่มอัตราค่าจ้าง สำหรับลูกจ้างชั่วคราว 65,172 อัตรา ที่จ้างโดยใช้งบดำเนินงาน เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวฯ สิ่งที่เสนอไปนั้นมีสาระโดยสังเขปก็คือผู้ที่ได้รับค่าจ้างไม่ถึง 9,000 บาท ก็ขอให้เป็น 9,000 บาท ผู้ที่ได้รับค่าจ้างไม่ถึง 15,000 บาท ก็ขอให้เป็น 15,000 บาท เท่าที่ติดตาม ทราบว่า ขณะนี้ กรมบัญชีกลางได้รับมอบหมายให้รวบรวมอัตราจ้างทั้งประเทศว่ามีจำนวนเท่าไร เพื่อที่คณะรัฐมนตรีจะได้พิจารณาไปในคราวเดียวกัน มิให้เกิดความลักลั่น ถ้าต้องการทราบความก้าวหน้าในเรื่องนี้โดยตรง ก็สามารถติดต่อคุณรัชนี กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง โทรศัพท์ 021277000 ต่อ 4305 ได้ครับ
2) เงินค่าวิทยฐานะและค่าตอบแทนรายเดือน สำหรับผู้ที่ได้รับคำสั่งแต่งตั้ง ตั้งแต่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2554
3) การซื้อรถยนต์ตู้โดยสาร 6,545 คัน สำหรับ รับ-ส่ง นักเรียน ตำบลละ 1 คัน
2. การบริหารงบประมาณปี 2556
ขณะนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนต่างก็ได้รับงบประมาณปี 2556 กันเป็นส่วนใหญ่แล้วนะครับ และก็คงกำลังบริหารงบประมาณดังกล่าวให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการของตนเอง ขอย้ำเรื่องงบลงทุน (สิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์) นิดนึงครับว่า ปีนี้รัฐบาลกำหนดมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณมาอย่างชัดเจนว่า งบลงทุนนั้นต้องทำสัญญาจ้าง หรือซื้อแล้วแต่กรณี ให้แล้วเสร็จภายใน 31 มีนาคม 2556 มิเช่นนั้นงบประมาณดังกล่าวอาจถูกเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ถ้าเหตุผลของเราไม่เพียงพอ ก็รีบ ๆ กันหน่อยนะครับ สำหรับผู้ที่ได้รับการจัดสรรงบลงทุนไป
3. งบประมาณปรับปรุงซ่อมแซมระบบไฟฟ้า ปี 2556
ปี 2556 นี้ สำนักนโยบายและแผน จะเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดสรรงบประมาณ ค่าปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าใหม่ ที่ผ่านมา สพฐ. ให้โรงเรียนจัดทำคำของบประมาณค่าปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าผ่านสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาไปยัง สพฐ. ซึ่งกว่าจะเป็นคำของบประมาณดังกล่าว โรงเรียนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายให้การไฟฟ้า เพื่อเป็นค่าประเมินและประมาณราคาค่าปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้า ครั้งละ 5,000 บาท และคำของบประมาณดังกล่าวก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งเท่านั้น ก็หมายความว่าโรงเรียนที่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณก็จะเสียเงินให้การไฟฟ้าไป ฟรี ๆ 5,000 บาทต่อครั้ง เพื่อให้การตอบสนองความต้องการการปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าสอดคล้องกับความต้อง การ ไม่เกิดการสูญเปล่าจากการประเมินและประมาณค่าปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าของการ ไฟฟ้า สพฐ. จะจัดสรรงบประมาณเป็นวงเงินรวมให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จากนั้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็ไปพิจารณาจัดสรรให้โรงเรียนในสังกัดต่อไป ซึ่งเกณฑ์การจัดสรรที่กำหนดไว้ก็คือ ทุกเขตจะได้งบประมาณปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าขั้นต่ำ 1,000,000 บาทเท่ากันก่อน และเพิ่มเติมให้อีกตามสภาพโรงเรียนเก่า-ใหม่ที่อยู่ในสังกัด ขณะนี้กำลังเสนอจัดสรรครับ อย่างช้าต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2556 งบประมาณคงมาถึงสำนักงานเขตพื้นที่
4. เทคนิคการวางแผนและบริหารงบประมาณ
เรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นเรื่องที่พี่น้องชาวแผน ต้องรู้ เพราะท่านสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนและบริหารงบประมาณซึ่งเป็น งานในหน้าที่ของพวกเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องที่ขอนำเสนอ ก็คือ
1) Strategic Planning
2) Scenario Planning
3) Costing
4) Public Management Sector Award : PMQA
5) Performance Assessment Rating Tool : PART
6) Program Evaluation and Review Technique : PERT
7) Critical Path Method : CPM
8) Project Planning and Management for the Governmental
Organization : PPMGO
9) Six sigma
10) Data Envelopment Analysis : DEA
ผมคงให้แต่หัวข้อไว้ก่อนนะครับ ส่วนรายละเอียดจะค่อยๆทยอยนำเสนอให้พี่น้องได้ทราบ
ในจดหมายฉบับต่อๆไป แต่ถ้าท่านใดที่รอไม่ไหวก็สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ต่างๆเพื่อศึกษาและนำ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันก็ได้นะครับ ท้ายที่สุดนี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องทุกคนมีพลังกาย พลังใจ พลังความคิดที่เข้มแข็งในการทำงานเพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐานของเราให้มี คุณภาพสูงยิ่งๆขึ้นไป แล้วพบกันใหม่ในจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 3/2556 ครับ
Friday, January 11, 2013
Subscribe to:
Posts (Atom)

