แถลงการณ์สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
สำนักจุฬาราชมนตรี
สำนักจุฬาราชมนตรี
กรณีพบศพมุสลิมโรฮิงญาจำนวนมากที่ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา
กรณีการขุดพบศพชาวโรฮิงญาจำนวน 26 ศพ ในเขต ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2558 ซึ่งได้มีการพิสูจน์เอกลักษณ์โดยคณะแพทย์จากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เสร็จสิ้น 20 ศพ ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2558 จากนั้นมีการทำพิธีละหมาดและฝัง ณ กุโบร์ท่าไทร อ.บางกล่ำจ.สงขลาในวันเดียวกัน
กรณีดังกล่าวได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง
เนื่องจากประเทศไทยกำลังถูกจับตาในเรื่องการค้ามนุษย์
และเป็นประเทศที่มีผู้ลี้ภัยจากหลายประเทศมักใช้เป็นแหล่งพักพิงและเป็นทางผ่านไปสู่ประเทศที่สาม
สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
สำนักจุฬาราชมนตรี ติดตามเรื่องนี้ด้วยความห่วงใย ทั้งห่วงใยต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยอันเป็นที่รัก
อีกทั้งห่วงใยต่อสวัสดีภาพเกียรติยศและศักดิ์ศรีของชาวโรฮิงญา
ซึ่งต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเช่นเดียวกันคนทั่วไป
สภาเครือข่ายเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฯ
จึงขอบคุณต่อรัฐบาลไทยที่ได้ลงมือดำเนินการจับกุมผู้ต้องสงสัยที่มีสวนพัวพันกับการค้ามนุษย์
และขอเสนอข้อเรียกร้องมายังรัฐบาล ดังนี้
1.ให้รัฐบาลไทย
ดำเนินการปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์อย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและเกียรติยศของประเทศอันเคยได้รับรับสมญานามว่า
“ดินแดนแห่งรอยยิ้ม” มาก่อน
และบัดนี้ขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติกำลังทำลายภาพลักษณ์เหล่านี้ลงไปจนยับเยิน
อีกทั้งเพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในหมู่ผู้ลี้ภัย
ซึ่งควรได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
ในฐานะผู้หนีร้อนมาพึ่งเย็นอันเป็นวิถีแห่งอารยชนและศาสนิกชนทั้งหลายพึงกระทำ
ทั้งนี้หากพบว่ามุสลิมคนใดร่วมในขบวนการค้ามนุษย์เหล่านั้น
ก็ขอดำเนินการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาดเช่นเดียวกันคนอื่นๆ
2.ขอให้รัฐบาลไทยดำเนินการทางทูตเพื่อกดดันรัฐบาลเมียนมาร์ได้ดำเนินการแก้ปัญหาการกดขี่มุสลิมโรฮิงญาในเมียนมาร์อย่างจริงจัง
เนื่องจากต้นตอที่คนเหล่านี้ต้องอพยพหลบหนีหนีมายังประเทศไทย คือ
ภาวการณ์กดขี่ข่มเหง ความไม่เป็นธรรม และ การสังหารหมู่
จนชาวโรฮิงญาไม่สามารถดำรงชีพได้อย่างปกติสุขในเมียนมาร์
3.ขอให้รัฐบาลไทยคำนึงหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนในการดำเนินการทางกฎหมายต่อกลุ่มผู้อพยพหนีภัยชาวโรฮิงญาและกลุ่มอื่นๆทั้งในแง่การจัดที่อยู่อาศัยอันเหมาะสม
อาหารที่ถูกต้องตามหลักศาสนา และการดำเนินการทางกฎหมายอย่างยุติธรรม
4.เนื่องจากชาวโรฮิงญาเป็นมุสลิม
กรณีเกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ขอให้ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องติดต่อองค์กรทางศาสนาอิสลาม เช่น
สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฯ
เพื่อร่วมดำเนินการตามบัญญัติของศาสนาอิสลามต่อไป
5.สภาเครือข่ายช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมฯ
และองค์กรมุสลิมทั้งหลาย
ขอประณามบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆก็ตามที่มีส่วนสนับสนุนขบวนการค้ามนุษย์
และการซ้ำเติมผู้ทุกข์ยากเดือดร้อนทุกรูปแบบ
เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดหลักการศาสนาอย่างร้ายแรง
และเป็นการกระทำที่สะท้อนบาปหยาบช้าของผู้กระทำที่มีต่อเพื่อนมนุษย์
ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะทุกข์ยากลำเค็ญ ต้องการโอนอุ้มช่วยเหลือ
แต่ขบวนการนี้ทำให้พวกเขากลายเป็นสินค้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
6.ขอให้รัฐบาลไทยประสานความร่วมมือและทำงานร่วมกับรัฐบาลเมียนมาร์และรัฐบาลมาเลเซีย
ซึ่งเป็นภาคีที่เกี่ยวข้องกับกรณีโรฮิงญาโดยตรงอย่างใกล้ชิด
หรือให้การแก้ปัญหานี้ดำเนินไปอย่างบูรณาการ มีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืนสบไป
สภาเครือข่ายช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี
10 พฤษภาคม 2558
No comments:
Post a Comment