Monday, May 11, 2015

แถลงการณ์สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี



แถลงการณ์สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
สำนักจุฬาราชมนตรี

กรณีพบศพมุสลิมโรฮิงญาจำนวนมากที่ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา

กรณีการขุดพบศพชาวโรฮิงญาจำนวน 26 ศพ ในเขต ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2558 ซึ่งได้มีการพิสูจน์เอกลักษณ์โดยคณะแพทย์จากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เสร็จสิ้น 20 ศพ ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2558 จากนั้นมีการทำพิธีละหมาดและฝัง ณ กุโบร์ท่าไทร อ.บางกล่ำจ.สงขลาในวันเดียวกัน
กรณีดังกล่าวได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง เนื่องจากประเทศไทยกำลังถูกจับตาในเรื่องการค้ามนุษย์ และเป็นประเทศที่มีผู้ลี้ภัยจากหลายประเทศมักใช้เป็นแหล่งพักพิงและเป็นทางผ่านไปสู่ประเทศที่สาม
สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ติดตามเรื่องนี้ด้วยความห่วงใย ทั้งห่วงใยต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยอันเป็นที่รัก อีกทั้งห่วงใยต่อสวัสดีภาพเกียรติยศและศักดิ์ศรีของชาวโรฮิงญา ซึ่งต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเช่นเดียวกันคนทั่วไป
สภาเครือข่ายเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฯ จึงขอบคุณต่อรัฐบาลไทยที่ได้ลงมือดำเนินการจับกุมผู้ต้องสงสัยที่มีสวนพัวพันกับการค้ามนุษย์ และขอเสนอข้อเรียกร้องมายังรัฐบาล ดังนี้
1.ให้รัฐบาลไทย ดำเนินการปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์อย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและเกียรติยศของประเทศอันเคยได้รับรับสมญานามว่า ดินแดนแห่งรอยยิ้มมาก่อน และบัดนี้ขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติกำลังทำลายภาพลักษณ์เหล่านี้ลงไปจนยับเยิน อีกทั้งเพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในหมู่ผู้ลี้ภัย ซึ่งควรได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ในฐานะผู้หนีร้อนมาพึ่งเย็นอันเป็นวิถีแห่งอารยชนและศาสนิกชนทั้งหลายพึงกระทำ ทั้งนี้หากพบว่ามุสลิมคนใดร่วมในขบวนการค้ามนุษย์เหล่านั้น ก็ขอดำเนินการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาดเช่นเดียวกันคนอื่นๆ
2.ขอให้รัฐบาลไทยดำเนินการทางทูตเพื่อกดดันรัฐบาลเมียนมาร์ได้ดำเนินการแก้ปัญหาการกดขี่มุสลิมโรฮิงญาในเมียนมาร์อย่างจริงจัง เนื่องจากต้นตอที่คนเหล่านี้ต้องอพยพหลบหนีหนีมายังประเทศไทย คือ ภาวการณ์กดขี่ข่มเหง ความไม่เป็นธรรม และ การสังหารหมู่ จนชาวโรฮิงญาไม่สามารถดำรงชีพได้อย่างปกติสุขในเมียนมาร์
3.ขอให้รัฐบาลไทยคำนึงหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนในการดำเนินการทางกฎหมายต่อกลุ่มผู้อพยพหนีภัยชาวโรฮิงญาและกลุ่มอื่นๆทั้งในแง่การจัดที่อยู่อาศัยอันเหมาะสม อาหารที่ถูกต้องตามหลักศาสนา และการดำเนินการทางกฎหมายอย่างยุติธรรม
4.เนื่องจากชาวโรฮิงญาเป็นมุสลิม กรณีเกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขอให้ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องติดต่อองค์กรทางศาสนาอิสลาม เช่น สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฯ เพื่อร่วมดำเนินการตามบัญญัติของศาสนาอิสลามต่อไป
5.สภาเครือข่ายช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมฯ และองค์กรมุสลิมทั้งหลาย ขอประณามบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆก็ตามที่มีส่วนสนับสนุนขบวนการค้ามนุษย์ และการซ้ำเติมผู้ทุกข์ยากเดือดร้อนทุกรูปแบบ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดหลักการศาสนาอย่างร้ายแรง และเป็นการกระทำที่สะท้อนบาปหยาบช้าของผู้กระทำที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะทุกข์ยากลำเค็ญ ต้องการโอนอุ้มช่วยเหลือ แต่ขบวนการนี้ทำให้พวกเขากลายเป็นสินค้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
6.ขอให้รัฐบาลไทยประสานความร่วมมือและทำงานร่วมกับรัฐบาลเมียนมาร์และรัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งเป็นภาคีที่เกี่ยวข้องกับกรณีโรฮิงญาโดยตรงอย่างใกล้ชิด หรือให้การแก้ปัญหานี้ดำเนินไปอย่างบูรณาการ มีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืนสบไป

สภาเครือข่ายช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี
10 พฤษภาคม 2558
 


No comments:

Post a Comment