นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาโรงเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการยกระดับโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือและพัฒนาเป็นพิเศษอย่างเร่งด่วน หรือไอซียู ว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แจ้งให้โรงเรียนที่ไม่ใช่โครงการในโรงเรียนประชารัฐ ประเมินสถานภาพปัจจุบันว่าต้องการความช่วยเหลือและพัฒนาเป็นพิเศษอย่างเรงด่วนหรือไม่นั้น พบว่ามีโรงเรียนเสนอชื่อเข้าร่วมโครงการไอซียู 4,518 โรงจาก 30,717 โรง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 4,206 โรงเรียน คิดเป็น 93.06% และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 312 โรงเรียน คิดเป็น 6.91% แยกเป็นโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ชายขอบ 610 โรง สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 368 โรง ที่เหลือเป็นโรงเรียนในพื้นที่ทั่วไป 3,540 โรง ทั้งนี้เมื่อจำแนกตามสภาพปัญหาพบว่าเป็นโรงเรียนที่มีปัญหาด้านคุณภาพ 679 โรงงบประมาณ,อาคารสถานที่,วัสดุอุปกรณ์ 2,490 โรง ด้านบุคลากร 1,040 โรง ด้านการบริหารจัดการ 103โรง ด้านโอกาสทางการศึกษา 155 โรง ยาเสพติด,มลพิษ 165 โรง และอื่น ๆ 57 โรง
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า ขณะนี้คณะกรรมการจัดระบบข้อมูลและคัดกรองโรงเรียนไอซียู กำลังวิเคราะห์ข้อมูลของโรงเรียนแต่ละแห่งว่าเป็นโรงเรียนที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องได้รับการแก้ไขหรือไม่ จากนั้นจะเรียงลำดับความสำคัญในการเข้าร่วมโครงการฯ อย่างไรก็ตามหากคณะกรรมการฯเห็นว่ามีโรงเรียนที่ไม่ได้เสนอชื่อมา แต่อยู่ในข่ายที่สมควรได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนก็สามารรถเสนอรายชื่อเพิ่มเติมได้ รวมทั้งโรงเรียนในพื้นที่ 12 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมก็จะนำมาพิจารณาด้วย ทั้งนี้คณะกรรมการฯน่าจะเสนอรายชื่อมาให้ตนพิจารณาภายในสัปดาห์นี้ จากนั้นตนจะนำข้อมูลเสนอ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะทำงานแก้ไขปัญหาโรงเรียนไอซียูพิจารณาอีกครั้ง ก่อนสรุปเสนอ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการเพื่อพิจารณาเห็นชอบและจัดสรรงบฯต่อไป สำหรับงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาโรงเรียนไอซียูในครั้งนี้ สพฐ.ได้เตรียมกันงบประมาณไว้แล้ว ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท หากไม่เพียงพอก็อาจจะต้องเสนองบกลางต่อไป.
No comments:
Post a Comment